📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือการบริการชุมชนเมือง

เพิ่มเติม
1. วิชา POL (ทั้งหมด)
2. วิชา POL3314



ข้อสอบมี 10 ข้อ แต่ให้เลือกทำเพียง 4 ข้อ

มุมมองต่อ “เมือง” ในทางทฤษฎีของศาสตร์สาขาต่าง ๆ

  1. แนวความคิดในทางเศรษฐศาสตร์
    กระบวนการในการเกิดขึ้นของเมืองในทางเศรษฐศาสตร์จะเกี่ยวโยงกับกระบวนการหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจชนบทไปเป็นเศรษฐกิจเมืองทางโครงสร้างของสังคมที่ก่อให้เกิดพลวัต ในแง่ของการแปลงสภาพ ประชากร กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อมทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจชนบท ไปสู่ฐานะของเศรษฐกิจเมือง เช่น

    (1) การใช้แรงงานเข้มแข็งขึ้นและมีความเป็นปัจเจกภาพสูง
    (2) มีการกระจุกตัวของแรงงานมากขึ้น
    (3) มีความชำนาญในการผลิตสินค้าและบริการค่อนข้างสูง
    (4) มีการพึ่งพาต่อกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาลอย่างใกล้ชิด
    (5) มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และลักษณะของการประกอบการในระดับสูง
    (6) ความหนาแน่นของประชากรทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในแง่ความเป็นเมือง คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเนื่องจากการเกิดความชำนาญ การแบ่งงานกันทำตามความสามารถเฉพาะ การใช้ทุนเข้มข้นในการผลิตและใช้เทคโนโลยีตลอดจนประดิษฐกรรมที่ทันสมัย ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและกระบวนการเกิดเป็นเมืองซึ่งเป็นกระบวนการที่ควบคู่กัน
  2. แนวความคิดของนักสังคมวิทยา
    ในทางสังคมวิทยา มองว่าระบบชุมชนเป็นระบบของปัจจัย 3 ประการที่เกี่ยวข้องกัน คือ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Areas) การปะทะรังสรรค์กันทางสังคม (Social Interaction) และความผูกพันร่วมกัน (Common Ties) กล่าวคือ ในสังคมนั้นจะประกอบด้วยบุคคลที่มีการปะทะรังสรรค์กันทางสังคมในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และมีความผูกพันร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่ง

    ผลผลิตของชุมชนหรือสังคม ได้แก่
    1. การกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization)
    2. การควบคุมทางสังคม (Social Control)
    3. การมีส่วนร่วมในสังคม (Social Participation)
    4. การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (Mutual Support)
    5. การผลิต การบริโภค และการกระจายสินค้าและบริการภายในชุมชน (Production Consumption Distribution)

    ในแง่ของจิตใจและวัฒนธรรมนั้น คนจะมีความรู้สึกในความเป็นคนถิ่นนั้นถิ่นนี้ ทั้งนี้เพราะเกิดความรู้สึกมั่นคงในการมีที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ (Community Sentiment) ที่เกิดจากการหล่อหลอมทางค่านิยมของกฎเกณฑ์และเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งกระบวนการของคนในสังคมหรือชุมชนโดยลักษณะธรรมชาติ ดังกล่าวก็คือ ความเป็นเมืองนั่นเอง
  3. แนวคิดของนักมานุษยวิทยา
    นักมานุษยวิทยามองว่ากระบวนการสร้างความเป็นเมือง (Urbanization) เป็นรูปหนึ่งของกระบวนการปรับตัวของมนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนเมืองเป็นรูปแบบที่สำคัญที่มนุษย์ได้พัฒนาขึ้น การปรับตัวจึงเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของกลุ่ม และความสำเร็จนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ จะเป็นไปได้ดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องอาศัยความกลมกลืนกันระหว่างปัจจัยในด้านต่าง ๆ ที่เรียกว่า “ปมในเชิงนิเวศวิทยา” (Ecological Complex) ซึ่งประกอบไปด้วย

    (1) ปัจจัยด้านประชากร (Population)
    โดยมีปัจจัยด้านโครงสร้างของประชากรที่มีผลต่อกระบวนการเป็นเมือง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้จะชี้ให้เห็นมิติของประชากรทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพตลอดจนการกระจายตัวหรือโครงสร้างซึ่งประกอบด้วยลักษณะของคนในแต่ละช่วงอายุ เช่น คุณภาพการศึกษา ทักษะการทำงาน อาชีพ จำนวน การพัฒนา และแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของคนในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งจะส่งผลถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ

    (2) ปัจจัยด้านการจัดองค์กร (Organization)
    โดยมีมิติที่จะพิจารณาได้ในเรื่องนี้ ได้แก่ แบบขององค์กรของสภาพแวดล้อม จำนวนสมาชิก ความสามารถ ผู้นำ เทคโนโลยีที่ใช้ ตลอดจนความร่วมมือร่วมใจตามแนวคิดของประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาพของชุมชนและสังคมนั้น ๆ

    (3) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
    เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อสังคม และชุมชนในแง่ของพฤติกรรม วิถีชีวิต วัฒนธรรมในแต่ละระดับนั้นอาจพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางด้านธรรมชาติ และปัจจัยแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือพิจารณาในแง่ปัจจัยเอื้อหรือไม่เอื้อต่อชุมชนหรือสังคมนั้น ๆ

    (4) ปัจจัยด้านเทคนิควิทยาการ (Technology)
    เป็นปัจจัยสำคัญที่มนุษย์จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ และสามารถแข่งขันท่ามกลางภาวะที่จำกัดในด้านต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของการเรียนรู้ประดิษฐกรรมและนวัตกรรมของสังคม

คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


  • การตั้งถิ่นฐานถาวรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างถาวร (เช่น บ้านเรือ) มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสาธารณูปโภค (เช่น ประปา ไฟฟ้า ถนน)
  • เมืองจะเป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองจำนวนมาก มีความหนาแน่นของประชากรอยู่ในระดับสูง ประชากรของแต่ละเมืองจะประกอบไปด้วยคนต่างเพศ ต่างสถานภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม
  • เมืองจะมีระบบการบริหารและการปกครองเป็นของตนเอง
  • เมืองจะประกอบด้วยองค์กรทางสังคมต่าง ๆ มากมาย
  • เมืองจะเป็นศูนย์รวมของขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เช่น ในเชิงประวัติศาสตร์ เมืองจะเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และการศึกษา การตลาดและการพาณิชยกรรม การบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารขององค์กรเอกชนต่าง ๆ การศาสนาและประเพณี
  • เมืองบางแห่งอาจเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิเศษเฉพาะด้าน เช่น เมืองหน้าด่านและป้อมปราการทำหน้าที่ป้องกันตนเองและป้องกันเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเมืองเดียวกัน
  • เมืองกลายเป็นผู้ใช้และผู้ผลิตที่เพิ่มค่าทางเศรษฐกิจของวัตถุดิบและการบริโภคอุปโภคอย่างมากมาย จนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เช่น การค้า การธนาคาร การบริหาร อุตสาหกรรม การขนส่งคมนาคม แหล่งขายปลีก ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของรัฐบาล

ชุมชนที่ประกอบไปด้วยคนทุกสถานะ ทั้งคนรวยและคนจนรวมกันอยู่อย่างแออัดในพื้นที่ มีความสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อนแตกต่างจากสังคมในชนบท และเนื่องจากการที่ชุมชนเมืองจะประกอบไปด้วยผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนจำกัด คนในชุมชนเมืองจึงมักจะมีความเป็นอยู่หนาแน่น จนกระทั่งเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น

สาเหตุของการเกิด

  1. ในแง่การผลิตและการพัฒนาอุตสาหกรรม เมืองหลายเมืองได้กลายเป็นเมืองมหานคร โดยมีจุดเริ่มและก่อกำเนิดมาจากบทบาทในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหรือเป็นเมืองหลวง (เช่น กรุงเทพมหานคร จากาตาร์ เม็กซิโกซิตี้ เป็นต้น) หรือเป็นเมืองใหญ่ริมชายฝั่งทะเล (เช่น กัลกัตตา เซาเปาโล เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น) ซึ่งการรวมตัวเป็นชุมชนหนาแน่นเป็นกลุ่มก้อนดังกล่าวจะช่วยเอื้อให้เกิดความประหยัดหรือการขาดแคลนในด้านแรงงาน วิทยาการความรู้ การบริหารธุรกิจการเงิน การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและขนส่ง
  2. ในทางสังคมวิทยานั้น พบว่าการรวมกันเข้าเป็นชุมชนเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ และ สิ่งแวดล้อมในสังคมเป็นตัวกำหนด ซึ่งแนวโน้มการตั้งถิ่นฐานหรือที่อยู่อาศัยที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หมู่บ้าน เมืองของมนุษย์ เช่น การบริการ การค้า การลงทุน ประกอบการ การดำเนินกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ที่มีทั้งแรงผลักดันระหว่างชุมชนเมืองกับชุมชนชนบท ดังนั้นความต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนเมืองจึงเป็นความคาดหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าของมนุษย์
  3. ความเป็นชุมชนเมืองไม่มีหลักเกณฑ์ของจำนวนเลขที่แน่ชัดมากำหนดว่ามีจำนวนเท่าใด สิ่งนี้จะแปรตามหรือขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะกำหนดขึ้น เช่น การพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสองชุมชน หากชุมชนหนึ่งมีประชากรเป็น 50 เท่าของอีกชุมชนหนึ่ง จะถือว่าชุมชนนั้นเป็นชุมชนเมือง ส่วนอีกชุมชนหนึ่งเป็นชุมชนชนบท เป็นต้น

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวทางของการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ริดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง ซึ่งการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความครอบคลุมทางสังคม และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในการปะชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 70 เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2015 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติประเทศไทยและประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวม 193 ประเทศร่วมลงนาม รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาของโลกเพื่อร่วมกันบรรลุการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยกำหนดให้มีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) หรือ SDGs เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs มี 17 เป้าหมาย

  1. การขจัดความยากจนทุกรูปแบบ
  2. การขจัดความหิวโหย การบรรลุความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
  3. การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
  4. การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมและเท่าถึง และมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  5. การบรรลุความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ การเพิ่มพลังสตรีและเด็กหญิง
  6. การเข้าถึงการใช้น้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดี
  7. การเข้าถึงพลังงานที่มั่นคงและสะอาด
  8. การมีงานที่มีคุณค่าเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
  9. การส่งเสริมอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  10. การลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
  11. การตั้งถิ่นฐานและชุมชนอย่างยั่งยืน
  12. การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  13. การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  14. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน
  15. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนบนและรักษาระบบนิเวศ
  16. การสร้างสังคมสันติสุข ยุติธรรม และมีสถาบันทางสังคมที่มีความเข้มแข็ง
  17. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกระดับในการบรรลุถึงเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองและชุมชนนั้นจะปรากฎอยู่ในเป้าหมายที่ 11 คือ การพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ การทำให้เมืองมีความครอบคลุมปลอดภัย เข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายโดยรวม ในการยกระดับที่อยู่อาศัยชุมชนแออัด การขนส่งอย่างยั่งยืน การวางแผนการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มรดกทางวัฒนธรรม การสร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับประด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง รวมไปถึงการบรรเทาทุกข์จากปัญหาการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและการปรับตัว ตลอดจนการสร้างอาคารที่ยั่งยืน เป็นต้น ดังนั้น การทำให้เมืองปลอดภัยและยั่งยืนจึงหมายถึง การสร้างหลักประกันในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและราคาที่เหมาะสม รวมทั้งการยกระดับที่อยู่อาศัยชุมชนแออัด การลงทุนเรื่องการขนส่งสาธารณะ การสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะ การปรับปรุงการวางผังเมืองและการจัดการโดยการมีส่วนร่วมของประชนทุกภาคส่วนนั่นเอง

นอกเหนือจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย ยังประกอบไปด้วย 169 เป้าหมายย่อย (SDG Targets) ที่มีความเป็นสากล เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน และกำหนดให้มี 247 ตัวชี้วัดเพื่อใช้ติดตามและประเมินความก้าวหน้าของการพัฒนา โดยสามารถจัดกลุ่ม SDGs ตามปัจจัยที่เชื่อมโยงกันใน 5 มิติ ซึ่งได้แก่

  1. การพัฒนาคน โดยให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหาความยากจนและความหิวโหย ลดความเหลื่อมล้ำ
  2. สิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องและรักษา
  3. เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและสอดคล้องกับธรรมชาติ
  4. สันติภาพและความยุติธรรม โดยยึดหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสัติ มีสังคมที่สงบสุข และไม่แบ่งแยก
  5. ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนวาระ การพัฒนาที่ยั่งยืน

คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


การเดินทางโดยพาหนะที่ไม่ใช่ยานยนต์ (Non-Motorized Vehicle) เป็นวิธีการเดินทางด้วยพาหนะหรืออุปกรณ์ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ไม่มีเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนติดไว้ถาวรหรือชั่วคราวในตัว โดยที่บุคคลหรือสิ่งของจะถูกเคลื่อนย้ายไป โดยการขับเคลื่อนด้วยพลังกล้ามเนื้อของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การเดิน การขี่จักรยาน การพายเรือ การใช้สเก็ตบอร์ด การใช้รถเป็นหรือการเดินทางด้วยพาหนะที่ใช้สัตว์ลากจูง เป็นต้น

ความสำคัญของการเดินทางโดยพาหนะที่ไม่ใช่ยานยนต์

  1. แก้ปัญหารถติด ปัญหาความแออัด และความล่าช้าของจราจรโดยยานยนต์ได้
  2. สามารถใช้พื้นผิวจราจรได้หลากหลายกว่าการเดินทางโดยยานยนต์
  3. สามารถเดินทางไปได้ทุกหนทุกแห่งที่มีถนนรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขยายถนนหรือก่อสร้างผิวจราจรใหม่
  4. ประหยัดเงินลงทุนมหาศาล ไม่ต้องใช้เงินในการซื้อที่ดินหรือเวนคืนที่ดินจำนวนมาก
  5. สามารถทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว เป็นต้น

เป้าหมายของการเดินทางโดยพาหนะที่ไม่ใช่ยานยนต์

  1. เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  2. เพื่อลดปริมาณน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  3. เพื่อลดอันตรายจากการสัญจรของรถยนต์และรถบรรทุก
  4. เพื่อลดมลภาวะมลพิษทางอากาศ ทำให้ออกซิเจนในอากาศสูงขึ้น
  5. เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปโดยเฉพาะน้ำมันและถ่านหิน
  6. เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  7. เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายเพื่อประโยชน์ของสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม
  8. เพื่อเป็นวิธีการออกกำลังอย่างหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้าทาน และทำให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส เป็นต้น

คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ

ใส่ความเห็น

120,848 views