LAW4104
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือกฎหมายแรงงานและประกันสังคม
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4104
3. กฎหมายแรงงาน
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 นายสมศักดิ์ลูกจ้าง บริษัท สยามไทย จำกัด ต้องการหยุดงานเพิ่มอีก 1 วัน จึงทำการแก้ไขใบรับรองแพทย์ ซึ่งยื่นต่อนายจ้างตามระเบียบเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาอนุญาตให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างลาป่วยอีก 1 วัน นายสมศักดิ์ได้ยื่นใบรับรองแพทย์ที่ได้แก้ไขแล้วนั้นต่อบริษัท สยามไทย จำกัด ต่อมาเมื่อบริษัท สยามไทย จำกัด นายจ้างตรวจพบจึงไล่นายสมศักดิ์ออกจากงาน และไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้นายสมศักดิ์ ดังนี้ บริษัท สยามไทย จำกัด กระทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118 – ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
มาตรา 119 – นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: บริษัท สยามไทย จำกัด ได้กระทำถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อ 2 นายเอกจ้างนายโทเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย ในสัญญาตกลงกันให้นายโททำงานได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น. นายเอกแจ้งให้นายโททราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างฯ คือ ช่วงเริ่มต้นในการทำงานนายโทไม่ต้องทดลองงาน แต่ในช่วง 3 เดือนแรก นายโทต้องทำงานวันละ 9 ชั่วโมง วันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมาทำงานวันละ 4 ชั่วโมง หลังจากทำงานครบ 3 เดือนแล้ว นายโทจะได้ทำงานในเวลาทำงานปกติและได้หยุดในวันอาทิตย์เต็มวัน
ดังนี้ ให้อธิบายว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายเอกและนายโทมีผลเป็นอย่างไร ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดสิทธิของลูกจ้างในการทำงานเกินชั่วโมงทำงานปกติและทำงานในวันหยุดอย่างไร โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับเงินในการทำเกินชั่วโมงทำงานปกติ และทำงานในวันหยุดเป็นอย่างไร ให้อธิบาย
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 23 – ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลาทำงานของแต่ละประเภทงาน ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง ในกรณีที่เวลาทำงานวันใดน้อยกว่าแปดชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันให้นำเวลาทำงานส่วนที่เหลือนั้นไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานปกติอื่นก็ได้ แต่ต้องไม่เกินวันละเก้าชั่วโมงและเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง
ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลาทำงานส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานปกติอื่นตามวรรคหนึ่งเกินกว่าวันละแปดชั่วโมงให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างรายวันและลูกจ้างรายชั่วโมงหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้ในชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน
ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจประกาศกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้ เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกินแปดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง
มาตรา 24 – ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป
ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น
มาตรา 25 – ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้สำหรับกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล หรือกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
เพื่อประโยชน์แก่การผลิต การจำหน่าย และการบริการ นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงาน นอกจากที่กำหนดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองในวันหยุดเท่าที่จำเป็น โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป
มาตรา 56 – ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุด ดังต่อไปนี้
(1) วันหยุดประจำสัปดาห์ เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) วันหยุดตามประเพณี
(3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี
มาตรา 61 – ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
มาตรา 62 – ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 150 – การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
คำวินิจฉัย: กรณีตามปัญหา แยกอธิบายได้ดังนี้
- การที่นายเอกจ้างนายโทเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย โดยในสัญญาตกลงกันให้นายโททำงานได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น. และนายเอกแจ้งให้นายโททราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างฯ คือ ช่วงเริ่มต้นในการทำงานนายโทไม่ต้องทดลองงานแต่ในช่วง 3 เดือนแรก นายโทต้องทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวในกรณีนี้ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เพราะเป็นข้อตกลงที่ขัดแย้งกับ มาตรา 23 วรรคหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ได้กำหนดให้ลูกจ้างทำงานในวันทำงานปกติ วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ซึ่งหากนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ซึ่งเกินชั่วโมงทำงานปกติ ย่อมถือว่าเป็นการให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไปตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง และหากลูกจ้างยินยอมนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 61
- การที่นายจ้างให้ลูกจ้างมาทำงานในวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์วันละ 4 ชั่วโมงนั้น โดยหลักแล้วกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 25 คือ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราว ๆ ไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเมื่องานที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำนั้นมิใช่งานตามที่ระบุไว้ตามมาตรา 25 วรรคสอง ดังนั้น การที่นายเอกจะให้นายโททำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์วันละ 4 ชั่วโมง จึงต้องได้รับความยินยอมจากนายโทก่อนด้วยตาม มาตรา 25 วรรคสาม และหากนายโทได้ยินยอมด้วยในการทำงานในวันอาทิตย์ นายโทย่อมมีสิทธิจะได้รับค่าจ้างในวันหยุดตาม มาตรา 62 (1) ประกอบ มาตรา 56 (1) โดยมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
ข้อ 3 นายเอกเป็นลูกจ้างรายเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ทำงานในโรงงานผลิตสีทาบ้าน ภายในโรงงานมีสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมและส่วนประกอบหลายชนิด ขณะกำลังทำงานเกิดเหตุสารเคมีในโรงงานรั่วไหลออกมา นายเอกสูดดมสารเคมีเข้าไปจำนวนมาก มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย นายจ้างจึงนำตัวนายเอกส่งโรงพยาบาล นายเอกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 20 วัน กลับมาพักฟื้นที่บ้านอีก 10 วัน จึงกลับไปทำงานได้ นายเอกสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนจำนวน 40,000 บาท
ดังนี้ นายจ้างต้องจ่ายเงินสดแทนให้นายเอกหรือไม่ อย่างไรบ้าง
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง
มาตรา 13 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้าเมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ
มาตรา 18 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
(2) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินสิบปี
(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพโดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี
(4) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดสิบปี
คำว่า “ทุพพลภาพ” ตามมาตรานี้ หมายความว่า การที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการแพทย์
หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนให้เป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้นายเอกโดยเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวน 40,000 บาท และค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้อีกจำนวน 21,000 บาท รวมเป็นเงิน 61,000 บาท
ข้อ 4 บริษัท ซัดใส คอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญการก่อสร้างอาคารสูง โรงงานขนาดใหญ่ รวมทั้งโรงไฟฟ้า ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน เป็นแรงงานชาวไทย 400 คน แรงงานข้ามชาติ 100 คน ในปี พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ประกอบกิจการมีรายได้จำนวน 10,072 ล้านบาท โดยมีนายแอนโทนี่เป็นกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทฯ ได้
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ดร.แมกไกว์ หัวหน้าโฟร์แมนได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ โดยแจ้งข้อเรียกร้อง ดังนี้
1. ให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกคน ๆ ละ 8%
2. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินค่าช่วยเหลือค่าครองชีพ คนละ 2,000 บาท
3. ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี
ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 บริษัทฯ ได้เจรจากับ ดร.แมกไกว์ และผู้แทนลูกจ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายลูกจ้างจึงแจ้งไปยังพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ต่อมาในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2567 พนักงานประนอมข้อพิพาทได้เข้าทำการไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ระหว่างการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งด่วนโยกย้าย ดร.แมกไกว์ ไปประจำสาขาสิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผล
ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทฯ ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 31 – เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง
(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ห้ามมิให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง สนับสนุน หรือก่อเหตุการนัดหยุดงาน
คำวินิจฉัย: ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง
กรณีตามปัญหา การที่ ดร.แมกไกว์ หัวหน้าโฟร์แมนของบริษัท ซัดใจ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ได้เจรจากับดร.แมวกไกว์และผู้แทนลูกจ้างแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายลูกจ้างจึงแจ้งไปยังพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานนั้น เมื่อปรากฎว่าในช่วงที่อยู่ในระหว่างการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งด่วนโยกย้าย ดร.แมกไกว์ ไปประจำการที่สาขาสิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผลนั้น การกระทำของนายจ้างดังกล่าวย่อมถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง
ดังนั้น การกระทำของบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง
สรุป: การกระทำของบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง






ใส่ความเห็น