LAW4104
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือกฎหมายแรงงานและประกันสังคม
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4104
3. กฎหมายแรงงาน
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 นายสมศักดิ์ ลูกจ้างบริษัท อนัตตา จำกัด ได้ตกลงกับบริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้างว่า เมื่อขณะปัจจุบันตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวนี้แล้ว นายสมศักดิ์ลูกจ้าง ตกลงให้นำค่าชดเชยที่ได้รับจากบริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้างและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างในตอนนี้มาชำระเงินกู้สวัสดิการของนายสมศักดิ์ ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ บริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้างจึงมาปรึกษาท่านในฐานะทนายความประจำบริษัท อนัตตา จำกัด ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 76 – ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
(1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้
(2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
(3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
(5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบและจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
คำวินิจฉัย: ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างนำหนี้อื่นมาหักกับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงหน้า และค่าทำงานในวันหยุด ในระหว่างที่ลูกจ้างยังไม่พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างเท่านั้น
แต่ถ้าเป็นกรณีที่ลูกจ้างและนายจ้างได้ตกลงกันว่า เมื่อลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของนายจ้างแล้ว ให้นายจ้างนำค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้าสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างหลังจากลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เนื่องจากการถูกเลิกจ้าง มาชำระหนี้เงินกู้สวัสดิการของลูกจ้างตามข้อตกลงก่อน เมื่อไม่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ข้อตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้างจึงมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ (คำพิพากษาฎีกาที่ 5779/2541)
ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่นายสมศักดิ์ ลูกจ้างบริษัท อนัตตา จำกัด ได้ตกลงกับบริษัทฯ นายจ้างว่าเมื่อตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทฯ นี้แล้ว นายสมศักดิ์ลูกจ้างตกลงให้นำค่าชดเชนที่ได้รับจากบริษัทฯ นายจ้างและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มาชำระเงินกู้สวัสดิการของนายสมศักดิ์ตามข้อตกลงก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย บริษัท อนัตตา จำกัด สามารถกระทำได้เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ประกอบคำพิพากษาศาลฏีกาที่ 5776/2541
สรุป: บริษัท อนัตตา จำกัด สามารถกระทำการตามข้อตกลงดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
ข้อ 2 บริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด จ้างนายฟ้าเป็นลูกจ้างประจำ ให้ค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท (ค่าเฉลี่ยต่อวัน 1,000 บาท) กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน และมีกำหนดในสัญญาจ้างว่า “ให้ทดลองงานก่อนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าประเมินการทดลองงานผ่าน บริษัทฯ ก็จะจ้างนายฟ้าต่อ แต่ถ้าประเมินการทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ ก็จะไม่จ้างต่อ” ภายหลังจจากที่นายฟ้าทดลองงานครบ 6 เดือนในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม บริษัทฯ แจ้งประเมินผลการทดลองงานว่า “ไม่ให้ผ่าน” และทางฝ่ายบุคคลมีหนังสือแจ้งไปยังนายฟ้าให้ทราบในวันเดียวกันว่า ให้นายฟ้าออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป โดยแจ้งว่า
(1) สัญญาจ้างของนายฟ้าเป็นสัญญาทดลองงานที่มีเงื่อนไขชัดเจนถึงการเลิกจ้างเมื่อทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ มีสิทธิบอกเลิกจ้างนายฟ้าได้ทันที ไม่ต้องบอกล่วงหน้า
(2) การให้ออกจากงานทันที บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้นายฟ้าอีก นอกเหนือจากค่าจ้างจากการทำงานในเดือนมิถุนายน
(3) บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ให้นายฟ้า เพราะนายฟ้าเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ระหว่างทดลองงาน ไม่ใช่ลูกจ้างตามความหมายมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
จากหนังสือเลิกจ้างที่ส่งให้นายฟ้า โดยมีข้อความ 3 ประการข้างต้น บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ถูกต้องแล้วหรือไม่ หากข้อใดไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องจะต้องเป็นอย่างไร จงอธิบาย
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และ หมายความรวมถึง
(1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง
(2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร
“ผู้ว่าจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงว่าจ้างบุคคลอีกบุคคลหนึ่งให้ดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดเพื่อประโยชน์แก่ตน โดยจะจ่ายสินจ้างตอบแทนผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น
“ผู้รับเหมาชั้นต้น” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง
“ผู้รับเหมาช่วง” หมายความว่า ผู้ซึ่งทำสัญญากับผู้รับเหมาชั้นต้นโดยรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานใดในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาชั้นต้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งทำสัญญากับผู้รับเหมาช่วงเพื่อรับช่วงงานในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาช่วง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับเหมาช่วงกันกี่ช่วงก็ตาม
“สัญญาจ้าง” หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
“วันทำงาน” หมายความว่า วันที่กำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติ
“วันหยุด” หมายความว่า วันที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หรือหยุดพักผ่อนประจำปี
“วันลา” หมายความว่า วันที่ลูกจ้างลาป่วย ลาเพื่อทำหมัน ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลาเพื่อรับราชการทหาร ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ หรือลาเพื่อคลอดบุตร
“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
“ค่าจ้างในวันทำงาน” หมายความว่า ค่าจ้างที่จ่ายสำหรับการทำงานเต็มเวลาการทำงานปกติ
“อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ” หมายความว่า อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้
“อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ” หมายความว่า อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดขึ้นในแต่ละสาขาอาชีพตามมาตรฐานฝีมือ
“อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน” (ยกเลิก)
“การทำงานล่วงเวลา” หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา ๒๓ ในวันทำงานหรือวันหยุด แล้วแต่กรณี
“ค่าล่วงเวลา” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน
“ค่าทำงานในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในวันหยุด
“ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด
“ค่าชดเชย” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
“ค่าชดเชยพิเศษ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะมีเหตุกรณีพิเศษที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
“เงินสะสม” หมายความว่า เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
“เงินสมทบ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้แก่ลูกจ้างเพื่อส่งเข้าสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
“พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 17 – สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย
การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้
การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 17/1 – ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน
มาตรา 118 – ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด จ้างนายฟ้าเป็นลูกจ้างประจำ โดยให้ค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของทืุกเดือน และแม้จะมีกำหนดในสัญญาจ้างว่า “ให้ทดลองงานก่อนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าประเมินการทดลองงานผ่าน บริษัทฯ ก็จะจ้างนายฟ้าต่อ แต่ถ้าประเมินการทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ ก็จะไม่จ้างต่อ” นั้น ย่อมถือว่านายฟ้าเป็นลูกจ้างของบริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด แล้ว นับแต่วันที่ได้ทำสัญญาจ้างกันตามนัยมาตรา 5 และถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วยตามมาตรา 17 วรรคสอง ตอนท้าย
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าภายหลังจากที่นายฟ้าทดลองงานครบ 6 เดือนในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม บริษัทฯ แจ้งประเมินผลการทดลองงานว่า “ไม่ผ่าน” และทางฝ่ายบุคคลมีหนังสือแจ้งไปยังนายฟ้าให้ทราบในวันเดียวกันว่าให้นายฟ้าออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2566 เป็นต้นไป โดยในหนังสือเลิกจ้างที่ส่งให้นายฟ้ามีข้อความ 3 ประการดังกล่าว ดังนี้ จะถือว่าบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ถูกต้องหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
- การที่บริษัทฯ แจ้งว่าสัญญาจ้างนายฟ้าเป็นสัญญาทดลองงานที่มีเงื่อนไขชัดเจนถึงการเลิกจ้างเมื่อไม่ผ่านการทดลองงาน บริษัทฯ มีสิทธิบอกเลิกจ้างนายฟ้าได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้านั้นไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะเมื่อสัญญาจ้างทดลองงานนั้นถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น หากนายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างจึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ตามมาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งการที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคมนั้น โดยหลักแล้วย่อมถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 28 กรกฎาคม และให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 28 สิงหาคม 2566
- เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าบริษัทฯ ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้นายฟ้าทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องจ่ายเงินให้แก่นายฟ้าเป็นจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างคือนายฟ้าควรจะได้รับ คือ 60,000 บาท (เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม) โดยให้จ่ายนับแต่วันที่ให้นายฟ้าออกจากงาน คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ตามมาตรา 17/1 ดังนั้น การที่บริษัทฯ ให้นายฟ้าออกจากงานทันที โดยบริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้นายฟ้าอีก นอกเหนือจากเงินค่าจ้างจากการทำงานในเดือนมิถุนายนจึงไม่ถูกต้อง
- การที่บริษัทฯ แจ้งว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ให้แก่นายฟ้า เพราะนายฟ้าเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ระหว่างทดลองงานนั้นไม่ถูกต้อง เพราะนายฟ้าเป็นลูกจ้างตามความหมายมาตรา 5 และเมื่อนายฟ้าทำงานมาแล้ว 6 เดือน เมื่อมีการเลิกจ้างตามมาตรา 118 (1) ได้กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน (1 เดือน) ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายฟ้าเป็นเงิน 30,000 บาท
ข้อ 3 นางลำดวนเป็นลูกจ้างรายวันของนายจรัส ได้รับค่าจ้างวันละ 320 บาท นายจรัสมอบหมายให้นางลำดวนนำพริกแห้งมาบดกับเครื่องบดพริกเพื่อบรรจุถุง ๆ ละ 300 กรัม ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ช่วงเวลาที่นางลำดวนทำงานอยู่ นางลำไยซึ่งเป็นเพื่อนนางลำดวนแวะมาหาและชวนคุยเรื่องราวต่าง ๆ นางลำดวนทำงานไปด้วยและพูดคุยไปด้วย ขณะที่กำลังนำพริกใส่เครื่องบดพริก เครื่องบดพริกได้ดูดมือนางลำดวนไปติดค้างอยู่ หน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือเอามือที่ติดอยู่กับเครื่องออก ทำให้กระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตกที่ข้อปลายนิ้ว นางลำดวนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษาอยู่ 1 เดือน และมาพักฟื้นที่บ้านอีก 1 เดือน นางลำดวนเบิกเงินทดแทนจากนายจรัส แต่นายจรัสปฏิเสธอ้างว่านางลำดวนประมาทเลินเล่อ พูดคุยขาดสติระหว่างการทำงาน จึงไม่จ่ายเงินทดแทนให้ ดังนี้ ข้ออ้างของนายจ้างฟังขึ้นหรือไม่ นางลำดวนจะได้รับสิทธิในเงินทดแทนหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา หรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง
“เจ็บป่วย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน
“สูญหาย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตายเพราะประสบเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างนั้น รวมตลอดถึงการที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างเดินทางโดยพาหนะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ เพื่อไปทำงานให้นายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าพาหนะนั้นได้ประสบเหตุอันตรายและลูกจ้างถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น
“สูญเสียสมรรถภาพ” หมายความว่า การสูญเสียอวัยวะหรือการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายหรือจิตใจภายหลังการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์สิ้นสุดแล้ว
“เงินทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายเป็นค่าทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ
“ค่าทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายของลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้
“ค่ารักษาพยาบาล” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา การพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ผลของการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยบรรเทาหรือหมดสิ้นไป และหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ หรือวัตถุที่ใช้แทนหรือทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะที่ประสบอันตรายด้วย
“ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน
“การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน” หมายความว่า การจัดให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยและสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายหรือจิตใจหรือการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามสภาพของร่างกาย
“ค่าทำศพ” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพของลูกจ้างตามประเพณีทางศาสนาของลูกจ้างหรือตามประเพณีแห่งท้องถิ่น ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายเนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย
“เงินสมทบ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพื่อใช้เป็นเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้าง
“ภัยพิบัติ”๓ หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย หรือธรณีพิบัติภัย ตลอดจนภัยอื่น ๆ ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมีผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของประชาชนหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ
“กองทุน” หมายความว่า กองทุนเงินทดแทน
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานประกันสังคม หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด แล้วแต่กรณี
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการกองทุนเงินทดแทน
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 13 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้าเมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ
มาตรา 18 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
(2) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินสิบปี
(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพโดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี
(4) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดสิบปี
คำว่า “ทุพพลภาพ” ตามมาตรานี้ หมายความว่า การที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการแพทย์
หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนให้เป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
มาตรา 22 – นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนในการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้
(2) ลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตราย
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางลำดวนเป็นลูกจ้างรายวันของนายจรัส ได้รับค่าจ้างวันละ 320 บาท นายจรัสมอบหมายให้นางลำดวนนำพริกแห้งมาบดกับเครื่องบดพริกเพื่อบรรจุถุง ๆ ละ 300 กรัม ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ช่วงเวลาที่นางลำดวนทำงานอยู่ นางลำไยซึ่งเป็นเพื่อนนางลำดวนได้แวะมาหาและชวนคุยเรื่องราวต่าง ๆ นางลำดวนทำงานไปด้วยและพูดคุยไปด้วย ขณะที่กำลังนำพริกใส่เครื่องบดพริก เครื่องบดพริกได้ดูดมือนางลำดวนไปติดค้างอยู่ หน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือเอามือที่ติดอยู่กับเครื่องออก ทำให้กระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตกที่ข้อปลายนิ้ว นางลำดวนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 1 เดือน และมาพักฟื้นที่บ้านอีก 1 เดือน นางลำดวนเบิกเงินทดแทนจากนายจรัส แต่นายจรัสปฏิเสธอ้างว่านางลำดวนประมาทเลินเล่อ พูดคุยขาดสติระหว่างการทำงาน จึงไม่จ่ายเงินทดแทนนั้น ข้ออ้างของนายจรัสผู้เป็นนายจ้างย่อมฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้เพราะการที่นางลำดวนประสบอันตราย คือ ได้รับอันตรายแก่กายนั้นก็เนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 และการประสบอันตรายของนางลำดวนดังกล่าวนั้น ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนตามมาตรา 22 แต่อย่างใด ดังนั้น นายจรัสจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวน โดยนางลำดวนจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางลำดวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้
(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท
(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเ็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท - ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1)
เมื่อนางลำดวนไม่สามารถทำงานได้ เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวทั้งหมด 2 เดือน และกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวนในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นางลำดวนไม่สามารถทำงานได้ ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวนเดือนละ 5,824 บาท (320 x 26 x 70/100) เป็นเวลา 2 เดือน (การคำนวณค่าจ้างรายเดือนนั้น ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ให้คูณด้วย 26)
สรุป: ข้ออ้างของนายจรัสฟังไม่ขึ้น นางลำดวนมีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือ ค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริงตามมาตรา 13 และค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 5,824 บาท เป็นเวลา 2 เดือน
ข้อ 4 บริษัท ชัดใจคอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญการก่อสร้างอาคารสูง โรงงานขนาดใหญ่ รวมทั้งโรงไฟฟ้า ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นแรงงานชาวไทย 400 คน แรงงานข้ามชาติ 100 คน ในปีพ.ศ. 2565 บริษัทฯ ประกอบกิจการมีรายได้จำนวน 10,072 ล้านบาท
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566 ดร.แมกไกว์ หัวหน้างานแผนกวิศวกรรมโครงสร้าง ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรียกร้องดังนี้
1. ให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกคน คนละ 5%
2. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ คนละ 2,000 บาท
3. ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี
วันที่ 16 ตุลาคม 2566 บริษัทฯ ได้แจ้งว่าบริษัทฯ ไม่มีสหภาพแรงงาน พนักงานจึงไม่สามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้ และได้ออกคำสั่งด่วนในวันเดียวกันให้ ดร.แมกไกว์ไปปฏิบัติงานเป็นหัวหน้างานแผนกธุรการที่สำนักงาน ณ สิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผล
ให้ท่านวินิจฉัยว่า
(ก) ข้ออ้างของบริษัทฯ ที่ว่าไม่มีสหภาพแรงงานจึงไม่สามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้ ฟังขึ้นหรือไม่
(ข) การกระทำของบริษัทฯ ต่อ ดร.แมกไกว์ ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ทำการแทน ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลหมายความว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน
“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง
“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน
“ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” หมายความว่า ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
“ข้อพิพาทแรงงาน” หมายความว่า ข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
“การปิดงาน” หมายความว่า การที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน
“การนัดหยุดงาน” หมายความว่า การที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน
“สมาคมนายจ้าง” หมายความว่า องค์การของนายจ้างที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้
“สหภาพแรงงาน” หมายความว่า องค์การของลูกจ้างที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้
“สหพันธ์นายจ้าง” หมายความว่า องค์การของสมาคมนายจ้างตั้งแต่สองสมาคมขึ้นไปที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้
“สหพันธ์แรงงาน” หมายความว่า องค์การของสหภาพแรงงานตั้งแต่สองสหภาพขึ้นไปที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้
“นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมแรงงาน
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 13 – การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง นายจ้างต้องระบุชื่อผู้เข้าร่วมในการเจรจาโดยจะระบุชื่อตนเองเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา หรือจะตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาก็ได้ ถ้านายจ้างตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ผู้แทนของนายจ้างต้องเป็น กรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง กรรมการของสมาคมนายจ้างหรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้างและต้องมีจำนวนไม่เกินเจ็ดคน
ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น ถ้าลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกินเจ็ดคนพร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจา มีจำนวนไม่เกินเจ็ดคนโดยมิชักช้า
การเลือกตั้งและการกำหนดระยะเวลาในการเป็นผู้แทนลูกจ้าง เพื่อเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา การดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้องและการรับทราบคำชี้ขาด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 31 – เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง
(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ห้ามมิให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง สนับสนุน หรือก่อเหตุการนัดหยุดงาน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป:
(ก) ข้ออ้างของบริษัทฯ ฟังไม่ขึ้น
(ข) การกระทำของบริษัทฯ ต่อ ดร.แมกไกว์ไม่ชอบด้วยพ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518






ใส่ความเห็น