📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือการบริหารรัฐวิสาหกิจ

เพิ่มเติม
1. วิชา POL (ทั้งหมด)
2. วิชา POL3316


  • เกศินี หงสนันทน์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การซึ่งรัฐบาลกลางควบคุมและเป็นเจ้าของ ทั้งนี้เพื่อที่จะปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง และยกฐานะของประชาชนในประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
  • ติน ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการต่าง ๆ ของรัฐ แต่บริหารงานเชิงธุรกิจ กิจการของรัฐที่บริหารเชิงธุรกิจดังกล่าวนี้อาจรวมถึงกิจการทางด้านการสื่อสาร สาธารณูปโภค การคมนาคม สถาบันการเงิน การประกันภัย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การวิจัย ฯลฯ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อาจจะจัดตั้งภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์หลายประการ คือ

    1. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย

    2. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

    3. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฎษฎีกาที่อำนาจไว้โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เช่น องค์การตลาด

    4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยประการคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย

    5. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจ โดยนัยนี้ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เช่น โรงงานยาสูบ

    6. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมาตามนัยของกฎหมายธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น ธนาคารกรุงไทย

รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งของการบริหารจัดการในภาครัฐและเป็นเครื่องมือในการส่งเสริม พัฒนา และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนมากเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ด้านคมนาคม ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกิจการสาธาณะเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูง แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและมีอัตราการคืนทุนที่ใช้ระยะเวลานาน ทำให้เอกชนขาดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการเองในรูปแบบของ “รัฐวิสาหกิจ” เพื่อให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

  1. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ
  2. เพื่อส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรม
  3. เพื่อความมั่นคงของประเทศ
  4. เพื่อควบคุมสินค้าอันตราย
  5. เพื่อประโยชน์ในด้านการคลังและเสริมรายได้ให้แก่รัฐ
  6. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ
  7. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจแทนรัฐ
  8. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนในการดำเนินธุรกิจ
  9. เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศ
  1. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานร่วมกับเอกชนหรือกลุ่มบุคคล
  2. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานแบบธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้ปกครอง
  3. เป็นกิจการที่มีอิสรภาพทางการบริหารและการจัดการทรัพยากรของตนเองภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล
  4. การจัดโครงสร้างขององค์การรัฐวิสาหกิจควรมีลักษณะพิเศษที่เหมาะสมแก่การบริหารงาน
  5. ผู้ใช้บริการ คือ บุคคลที่จะต้องจ่ายค่าบริการของสินค้านั้น ๆ
  6. ราคาของสินค้าและการบริการอาจจะมีความผันแปรไปตามความต้องการของผู้บริโภคหรือกลไกของราคาตลาด
  7. ประสิทธิภาพของความต่อเนื่องของการบริหารในด้านต่าง ๆ จะมีความคล้ายคลึงกับบริษัทเอกชน

การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

  1. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามหน่วยงานราชการที่สังกัด ตัวอย่าง เช่น
    – สำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
    – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 2 แห่ง คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    – กระทรวงสาธารณสุข มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม
  2. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกลุ่มสาขา ตัวอย่าง เช่น
    – สาขาพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    – สาขาสื่อสาร แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
  3. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ประเภทของการจัดตั้ง ดังนี้
    1. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
    2. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกำหนด เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน จัดตั้งโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน พ.ศ. 2540
    3. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกา เช่น องค์การสวนยาง จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504
    4. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่น บริษัท ปตท. จำกัด
    5. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ. 2515
    6. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น องค์การสุรา จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบจัดตั้งองค์การสุรา กรมสรรพสามิต พ.ศ. 2506
  4. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรค์สร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการให้บริการด้านพลังงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และรักษาสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)


การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด

การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. การบริหารราชการส่วนกลาง
    เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

    รัฐวิสาหกิจสังกัดการบริหารราชส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
    (1) องค์การของรัฐบาล
    (2) หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
    (3) บริษัทจำกัด
  2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
    เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้น รัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด

    การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับขั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง
  3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
    เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้น การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปํยหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริกการสาธารณะท้องถิ่น

ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

  1. อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป
    เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจนั้นจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ
  2. อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง
    เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้วหรือถอดถอนบุคคลดังต่อไปนี้
    (1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
    (2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ
  3. อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

    (1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
    1. ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
    2. ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององคต์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
    3. ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
    4. กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
    5. รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
    – การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
    – การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
    – การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
    – อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลและผลประโยชน์ของประชาชน

    (2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
    1. กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้งบประมาณได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
    2. กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดได้ว่าเงินที่เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
    3. กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์การต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่

  1. รัฐสภา
    ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจโดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
  2. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    – พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
    – จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
    – พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงินและการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
    – สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรับ การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ
  3. สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    – เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
    – วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
    – กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน
  4. กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    – จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
    – จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกดพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
    – กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินและหนี้
    – กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดลองจ่ายราชการ
  5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    – ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
    – ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าเป็นการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
    – ตรวจสอบบัญชีเอกสารและทรัพย์สินของทบวงการเมือง
  1. ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการมีขั้นตอนในการปฏิบัติงานและระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและรัดกุม จนขาดความยืดหยุ่น
  2. ระบบสายการบังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชา ทำให้ขาดความเป็นอิสระ ขาดการเป็นตัวของตัวเอง และขาดความสร้างสรรค์
  3. การควบคุมที่รัดกุม ทำให้การขาดการยืดหยุ่น
  4. รูปแบบโครงสร้างของระบบราชการ มีการแบ่งอำนาจเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดความล่าช้า ขาดความคล่องตัว เพราะระบบปฏิบัติงานที่ซับซ้อน
  5. ความสลับซับซ้อนของหน่วยงานในระบบราชการ ในกระบวนการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเองมีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของระบบราชการที่มีลักษณะผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่สังกัดหน่วยงานที่แตกต่างกัน และยังให้เอกชนเข้ามาดำเนินการด้วย เช่น

นอกจากนี้ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ ได้เสนอปัญหาของระบบราชการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ

  1. ปัญหาอันเนื่องมาจากการยึดติดกับปรัชญาการบริหารราชการยุคเก่า ไพ้แก่
    – เน้นบทบาทของรัฐในฐานะเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการกิจการทุกอย่างเสียเอง
    – เน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่เปิดโอกาสให้กับประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
    – เน้นการจัดโครงสร้างองค์การและการบริหารงานแบบระบบราชการ จนเกิดความล่าช้า
    – เน้นการขยายตัวของหน่วยราชการ ทำให้ระบบราชการใหญ่โต เกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจ
    – เน้นการใช้กฎระเบียบและการควบคุม
    – เน้นการผูกขาดแนวคิดและยัดเยียดการให้บริการแก่ประชาชน
    – เน้นให้หน่วยราชการขยายฐานของงบประมาณในแต่ละปีให้มากขึ้นโดยไม่คำนึงผลลัพธ์
  2. ปัญหาอันเกิดจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่
    – เค้าโครงการจัดระเบียบบริหารราชแผ่นดินไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
    – การจัดโครงสร้างส่วนราชการมีความแข็งตัว
    – ความยุ่งยากและความล่าช้าในการจัดตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงส่วนราชการระดับต่าง ๆ
    – การรวมอำนาจและการใช้อำนาจในการบริหาร การจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ไว้กับหัวหน้าราชการระดับสูงมาก ทำให้บริหารไม่คล่องตัวและล่าช้า
    – การบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ ระดับจังหวัดและอำเภอ ไม่มีเอกภาพและประสิทธิภาพ จนถึงการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน
    – การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นยังไม่มีความเข้มแข็งและหลายรูปแบบเกินไป
    – การจัดระบบโครงสร้างส่วนราชการและการบริหารราชการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ

ใส่ความเห็น

122,079 views