LAW4104
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือกฎหมายแรงงานและประกันสังคม
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4104
3. กฎหมายแรงงาน
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 นายรณจักรทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 640 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. นายจ้างขอให้นายรณจักรมาทำงานในวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 05.00 – 21.00 น. โดยนายรณจักรตกลงมาทำงานให้นายจ้าง นายรณจักรจึงอยากทราบว่าจะได้รับเงินในการทำงานในวันและเวลาดังกล่าวอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด ให้นักศึกษาอธิบาย
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 56 – ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุด ดังต่อไปนี้
(1) วันหยุดประจำสัปดาห์ เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) วันหยุดตามประเพณี
(3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี
มาตรา 62 – ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
มาตรา 63 – ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายรณจักรทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 640 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 80 บาท) โดยทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ต่อมานายจ้างขอให้นายรณจักรมาทำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ตั้งแต่เวลา 05.00 – 21.00 น. และนายณรจักรตกลงมาทำงานให้แก่นายจ้างนั้น กรณีดังกล่าว นายรณจักรย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างในการทำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ ดังนี้ คือ
- การที่นายรณจักรทำงานในช่วงเวลา 08.00 – 17.00 น. นั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 62 (2) ดังนั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน = 80 x 2 x 8 = 1,280 บาท (ชั่วโมงละ 80 บาท คูณ 2 เท่า และคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่ทำ)
- การที่นายรณจักรทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ในช่วงเวลา 05.00 – 08.00 น. และในช่วงเวลา 17.00 – 21.00 น. รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมง จำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 63 ดังนั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน = 80 x 3 x 7 = 1,680 บาท ทำให้นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างจากการทำงานในวันอาทิตย์เป็นเงินทั้งหมด = 1,280 + 1,680 = 2,960 บาท
สรุป: นายรณจักรจะได้รับเงินในการทำงานในวันและเวลาดังกล่าว เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,960 บาท
ข้อ 2 นายเอกและนายโทเป็นพนักงานเดินสายเคเบิลใยแก้วอินเตอร์เน็ตของบริษัท สายฟ้า จำกัด นายเอกได้รับเงินเดือน ๆ ละ 25,000 บาท วันที่ 1 เมษายน 2567 นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่าร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปดุจเหล็กกล้า ฟันแทงไม่เข้า แต่นายโทไม่เชื่อหาว่างมงาย นายเอกจึงแสดงให้ดูด้วยการปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าให้นายโทดู ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอก นายเอกตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวในห้อง ICU อยู่ 2 เดือน นายเอกถึงแก่ความตาย
ให้ท่านวินิจฉัยว่า บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน และค่าทำศพหรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง
มาตรา 13 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้าเมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ
มาตรา 16 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 18 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
(2) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินสิบปี
(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพโดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี
(4) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดสิบปี
คำว่า “ทุพพลภาพ” ตามมาตรานี้ หมายความว่า การที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการแพทย์
หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนให้เป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: บริษัท สายฟ้า จำกัด ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน และค่าทำศพ
ข้อ 3 บริษัท ดินน้ำลมไฟ จำกัด ประกอบกิจการผลิตผักปลอดสารพิษ มีพนักงานทั้งสิ้น 400 คน นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นอย่างมาก บริษัทฯ จึงมีนโยบายปรับโครงสร้างองค์กร โดยจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วนและใช้เครื่องจักรอัตโนมัติเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2570
วันที่ 30 ตุลาคม 2566 นายแอนโทนี่ หัวหน้างานฝ่ายผลิตได้รวบรวมรายชื่อพนักงานจำนวน 200 คน และแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือพร้อมระบุชื่อผู้แทนจำนวน 7 คน โดยถูกต้องตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 โดยแจ้งไปยังบริษัทฯ โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้
1. ขอให้บริษัทปรับฐานเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 2,000 บาท ด้วยเหตุผลที่ค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
2. ขอให้บริษัทจัดงานกีฬาฟุตบอลประจำปีทุก ๆ ปี เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของพนักงาน
อย่างไรก็ตาม วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 หลังจากที่ได้มีการเจรจาไปแล้ว 1 ครั้บง บริษัทฯ ได้มีคำสั่งย้ายนายแอนโทนี่จาก “หัวหน้างานฝ่ายผลิต” ให้ไปดำรงตำแหน่ง “หัวหน้างานฝ่ายวิจัยและพัฒนา” ซึ่งทำให้นายแอนโทนี่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมิใช่งานที่ตนเองมีความชำนาญ จึงรู้สึกกดดัน ทั้งยังไม่สามารถพบปะเพื่อพนักงานในฝ่ายผลิตได้
ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทฯ ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 31 – เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง
(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ห้ามมิให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง สนับสนุน หรือก่อเหตุการนัดหยุดงาน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: การกระทำของบริษัท ดินน้ำลมไฟ จำกัด ไม่ชอบด้วยพ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518






ใส่ความเห็น