LAW4104
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือกฎหมายแรงงานและประกันสังคม
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4104
3. กฎหมายแรงงาน
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 นายกรและนายกันเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งโรงงานไฟไหม้โดยเหตุสุดวิสัย นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน แต่ก็ไม่สามารถกู้เงินมาก่อสร้างซ่อมแซมโรงงานได้ จึงส่งนายกรและนายกันไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อน นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างนี้ แต่นายกันไม่ยินยอมไป นายจ้างจึงถือว่าลาออกและไม่จ่ายค่าชดเชยให้
เช่นนี้ ถ้านายกรและนายกันทำงานมาแล้ว 4 ปี จะมีผลต่อนายกรในการไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างอย่างไร และมีผลต่อนายกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 13 – ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลทําให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ (เพิ่มเติม: โอนสิทธิความเป็นนายจ้างกับการเปลี่ยนตัวนายจ้าง ความเหมือนที่แตกต่าง)
มาตรา 17 – สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย
การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้
การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 75 – ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ
มาตรา 118 – ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
คำวินิจฉัย: กรณีตามปัญหา การที่นายกรและนายกันเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งโรงงานไฟไหม้โดยเหตุสุดวิสัย นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างตามปกติ ทำให้นายจ้างต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 75 ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างคือนายกรและนายกันด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า หลังจากที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน นายจ้างก็ไม่สามารถกู้เงินมาก่อสร้างซ่อมแซมโรงงานได้ จึงส่งนายกรและนายกันไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อน นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างนี้ แต่นายกันไม่ยินยอม นายจ้าจึงถือว่านายกันลาออกและไม่จ่ายค่าชดเชยให้นั้น ถ้านายกรและนายกันทำงานมาแล้ว 4 ปี กรณีดังกล่าวย่อมมีผลต่อนายกรและนายกัน ดังนี้
กรณีของนายกร
การที่นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อนนายจ้างนั้น ให้สิทธิต่าง ๆ ที่นายกรมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการตามมาตรา 13 ดังนั้น ระยะเวลาที่นายกรได้ทำงานกับนายจ้างเดิมมาแล้วเป็นเวลา 4 ปี จึงต้องทำมานับรวมกับระยะเวลาในการทำงานกับนายจ้างใหม่ด้วย
กรณีของนายกร
การที่นายกันไม่ยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อนนายจ้างนั้น นายกันย่อมสามารถทำได้ตามมาตรา 13 นั้นได้กำหนดไว้ว่า การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย นายจ้างจะบังคับลูกจ้างไม่ได้ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม และเมื่อนายกันไม่ยินยอมไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่ นายจ้างมีสิทธิก็แต่เพียงบอกเลิกสัญญาจ้างได้ตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ทราบก่อน นายจ้างจะถือเอาเหตุดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นกรณีที่นายกันได้ลาออกจึงไม่จ่ายค่าชดเชยให้นั้นไม่ได้ นายจ้างจะต้องค่าชดเชยให้นายกันเพราะถือว่าเป็นกรณีที่นายจ้างได้เลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง โดยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายกันเป็นเงิน 30,000 x 6 เดือน (180 วัน) = 180,000 บาท ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3)
สรุป: นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 75 แต่การที่นายจ้างส่งลูกจ้างไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่แต่นายกันไม่ยินยอมไปนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายกันตามมาตรา 13 และมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบวรรคสอง ส่วนกรณีของนายกรนั้นให้นำระยะเวลาที่ได้ทำงานกับนายจ้างเดิมมารวมกับระยะเวลาในการทำงานกับนายจ้างใหม่ด้วย
ข้อ 2 นายเอกและนายโทเป็นพนักงานบริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ตำแหน่งช่างไฟฟ้า ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่า “ร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปเพราะตนมีวิชาอาคม หากนายโทอยากได้วิชาให้โอนเงินมา 50,000 บาท แล้วจะสอนวิชาดังกล่าวให้” แต่นายโทไม่เชื่อ ดังนั้น นายเอกจึงปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าสูง 10 เมตร แล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าแรงสูงให้นายโทดู ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอกจนไฟลุกท่วมตัว ร่างของนายเอกกระเด็นตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษตัวในห้อง ICU 2 วัน นายเอกถึงแก่ความตาย
ให้ท่านวินิจฉัยว่า บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และค่าทดแทนหรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 – ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง
มาตรา 13 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้าเมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ
มาตรา 16 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 18 – เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
(2) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกินสิบปี
(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพโดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี
(4) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดสิบปี
คำว่า “ทุพพลภาพ” ตามมาตรานี้ หมายความว่า การที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการแพทย์
หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนให้เป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
คำวินิจฉัย: ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทนฯ มาตรา 5 กรณีที่จะถือว่าลูกจ้างประสบอันตราย จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบต่อจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจาก
- การทำงานให้แก่นายจ้าง
- การทำงานเพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง
- การทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง
กรณีตามปัญหา การที่นายเอกและนายโทเป็นพนักงานของบริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ตำแหน่งช่างไฟฟ้า นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่า “ร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปเพราะตนมีวิชาอาคม หากนายโทอยากได้วิชาให้โอนเงินมา 50,000 บาท แล้วจะสอนวิชาดังกล่าวให้” แต่นายโทไม่เชื่อ นายเอกจึงปีนขึ้นเสาไฟฟ้าสูง 10 เมตร แล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าแรงสูงให้นายโทดู และกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอกจนไฟลุกท่วมตัว ร่างของนายเอกกระเด็นตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำตัวนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU 2 วัน นายเอกได้ถึงแก่ความตายนั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือว่า นายเอกประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานเพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัท ชัดใจคอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 ค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างตายตามมาตรา 18 และไม่ต้องจ่ายค่าทำศพให้แก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามมาตรา 16
สรุป: บริษัท ชัดใจคอนสตรัคชั่น จำกัด ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และค่าทดแทน
ข้อ 3 บริษัท ชัดใจคอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้าง ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นแรงงานชาวไทย 400 คน และแรงงานข้ามชาติ 100 คนที่บริษัทฯ นำเข้ามาตาม MOU โดยถูกต้องตามมาตรา 59 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจำกัดทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560
ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 นางสาวแครอท วิศวกรในแผนกวิศวกรรมโครงสร้าง ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรียกร้องดังนี้
1. ให้ปรับฐานเงินเดือนพนักงานขึ้นคนละ 5% ภายใน 3 ปี
2. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพคนละ 3,000 บาท
3. ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี
4. ให้บริษัทฯ ยกเลิกการจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง (Sub-Contract)
5. ให้บริษัทฯ เร่งการขึ้นทะเบียนพนักงานที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้ครบทุกคน
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 บริษัทฯ โดยผู้แทน 6 คน และนางสาวแครอทพร้อมผู้แทน 6 คน (ผ่านการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายลูกจ้างแล้ว) เริ่มการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งแรกแต่ยังตกลงกันไม่ได้ ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568 ได้มีการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งที่ 2 แต่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นที่ 3 เท่านั้น และได้นัดหมายการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งที่ 3 ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งให้นางสาวแครอทไปปฏิบัติงานในแผนกธุรกิจที่สำนักงาน ณ สิงคโปร์ โดยให้เหตุผลว่านางสาวแครอทมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเพราะ IELTS ได้คะแนน 8.0 เหมาะสมที่จะทำงานธุรการและติดต่อกับต่างประเทศ
ให้ท่านวินิจฉัยว่า คำสั่งของบริษัทฯ ต่อนางสาวแครอทชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 31 – เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง
(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ห้ามมิให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง สนับสนุน หรือก่อเหตุการนัดหยุดงาน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: คำสั่งของบริษัทฯ ที่มีต่อนางสาวแครอทไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518




ใส่ความเห็น