POL3316
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือการบริหารรัฐวิสาหกิจ
เพิ่มเติม
1. วิชา POL (ทั้งหมด)
2. วิชา POL3316
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 จงอธิบายความหมาย ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ลักษณะ และรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย
คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
ข้อ 2 จงอธิบายความหมาย หลักการ บทบาท ขอบเขตของการบริการสาธารณะ และหลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
แนวคำตอบ
ความหมายของการบริการสาธารณะ
นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้อธิบายว่า การบริการสาธารณะ คือ กิจกรรมประเภทหนึ่งซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม เป็นการให้บริการแก่ประชาชน หรือการดำเนินการอื่นเพื่อสนองความต้องการของประชาชน
เทพศักดิ์ บุญยรัตพันธุ์ ให้ความหมายว่า การบริการสาธารณะ หมายถึง การที่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นของรัฐหรือเอกชน มีหน้าที่ในการส่งต่อการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม การให้บริการสาธารณะมีลักษณะที่เป็น “ระบบ” มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วน คือ
- สถานที่และบุคคลให้บริการ
- ปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากร
- กระบวนการและกิจกรรม
- ผลผลิตหรือตัวบริการ
- ช่องทางการให้บริการ
- ผลกระทบที่มีต่อผู้รับบริการ
หลักการให้บริการสาธารณะ
ปราโมทย์ สังจรักษ์ กล่าวถึง หลักสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะไว้ 5 ประการ คือ
- บริการสาธารณะเป็นกิจการที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครอง
- บริการสาธารณะมีวัตถุประสงค์ในการสนองตอบความต้องการส่วนรวมของประชาชน
- การจัดระเบียบและวิธีดำเนินการบริการสาธารณะย่อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพื่อให้เหมาะสมแก่ความจำเป็นแห่งกาลสมัย
- บริการสาธารณะจะต้องจัดดำเนินการอยู่เป็นนิจและโดยสม่ำเสมอ ไม่มีการหยุดชะงัก ถ้าบริการสาธารณะหยุดชะงักด้วยประการใด ๆ ประชาชนย่อมได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหาย
- เอกชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเท่าเทียมกัน การให้บริการสาธารณะมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่ประชาชน
บทบาทและขอบเขตการบริการสาธารณะ
- ด้านสังคม การบริการสาธารณะด้านสังคมเป็นรูปแบบของการบริการที่เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่ต้องการตอบสนองความมีน้ำใจ และความปรารถนาดีที่มุ่งหวังให้ผู้รับบริการหรือประชาชนได้รับความสะดวกสบาย เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยการบริการสาธารณะทางด้านสังคมได้แก่
(1) การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน คือ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การเก็บขยะ การติดตั้งไฟแสงสว่าง น้ำประปา คลองชลประทาน
(2) การบริการสาธารณะด้านสุขภาพ เช่น การป้องกันโรคระบาด การรักษาพยาบาล
(3) การบริการสาธารณะด้านสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น การไปรษณีย์ โทรศัพท์
(4) การบริการสาธารณะด้านนันทนาการและการกีฬา เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา
(5) การบริการสาธารณะด้านการประกันภัย เช่น การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร การประกันการว่างงาน - ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม โดยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ นโยบายการประกันสังคมและสวัสดิการ นโยบายการเกษตร นโยบายที่อยู่อาศัย นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
จุดมุ่งหมายของการบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ มีดังนี้
(1) เพื่อให้มีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ของคนสูงขึ้น
(2) เพื่อให้เกิดความสมดุลและความมีเสถียรภาพของตลาดในประเทศ
(3) เพื่อให้มีการกระจายรายได้ และการกำหนดราคาที่ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน
(4) เพื่อให้มีเสรีภาพ และมีอิสระในการเลือกอาชีพและเลือกวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน
(5) เพื่อให้ฐานะทางการเงินของประเทศมีความมั่นคง
(6) เพื่อให้มีความสงบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
(7) เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน - ด้านการปกครอง การบริการสาธารณะทางด้านการปกครองเป็นกิจกรรมสาธารณะที่รัฐทำหน้าที่ในงานด้านการปกครองจะต้องจัดกระทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ประกอบกับบริบทของงานสาธารณะด้านการปกครองเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายปกครองที่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษในการดำเนินงาน รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะที่มีลักษณะทางการปกครอง และมีการกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแผนเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และเป็นระบบเดียวกันในการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนได้ และโดยมากบริการสาธารณะด้านปกครองเป็นกิจกรรมที่รัฐทำขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม เช่น ตำรวจทำหน้าที่ในการรักษาความสงบสุขภายในประเทศ ทหารทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ข้าราชการฝ่ายปกครองทำหน้าที่เอื้ออำนวยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เป็นต้น
หลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
การดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล คือ การที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมหรือดำเนินการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ การคมนาคม การขนส่ง เป็นต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหากปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดหรือเอารัดเอาเปรียบประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ รัฐมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำหนดบทบาทของตนในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถกำหนดพฤติกรรมในการประกอบการทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดกลไกตลาดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจในการผลิตและอาจทำให้เกิดการว่างงาน แต่หากรัฐเข้ามาแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมก็จะทำให้การกระจายทรัพยากรและการควบคุมสินค้าที่ไม่เหมาะสมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
- บทบาทในการลงทุนและการผลิต รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของระบบเศรษฐกิจเมื่อกลไกการทำงานของตลาดเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเกิดมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกิดการผูกขาดของผู้ประกอบการเอกชน เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะของความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
(1) ระหว่างเอกชนกับเอกชน เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี หรือลัทธิระบบนายทุน ซึ่งเอกชนมีสิทธิและเสรีภาพในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและประกอบอาชีพตามความสามารถที่ตนเองชำนาญ สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินอื่น ๆ ได้อย่างเสรี
(2) รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยรัฐบาลจะใช้อำนาจของตนควบคุมปัจจัยการผลิตและดำเนินธุรกิจเอง โดยเชื่อว่า การดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศทั้งหมดให้มีสถานะที่เท่าเทียมกัน และสามารถตัดการแข่งขันออกไปได้
(3) เอกชนและรัฐบาลเป็นเจ้าของร่วม เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยการถ่ายโอนการถือหุ้นบางส่วนให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นในกิจการของรัฐที่รัฐเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาเพื่อการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน แต่ต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเกินควรเพื่อช่วยประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นได้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ รถไฟ รถโดยสายประจำทาง พลังงานเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น - บทบาทในการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการวางแผนที่อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไข ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการลงทุนหรือจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน รัฐบาลอาจแทรกแซงระแบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการบริหารของรัฐบาล เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราภาษี เป็นต้น ซึ่งการแทรกแซงเหล่านี้มีผลต่อการลงทุน การบริโภค และการประกอบกิจกรรมอื่น ๆ
- บทบาทในการกำหนดปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการผลิตประกอบด้วย
(1) ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวังเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อผลกระทบของการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
(2) ทุน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก และเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทุนไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่สินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง
2.1 ทุนพื้นฐานทางสังคม (Social Overhead Capital) คือ การลงทุนที่ช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสังคมให้สูงขึ้น เช่น สนามออกกำลังกาย สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ เป็นต้น
2.2 ทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Overhead Capital) คือ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือโครงสร้างขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนน รถไฟ สนามบิน เป็นต้น
(3) ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยศักยภาพของประชากรในประเทศ เช่น ระดับการศึกษา ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ทักษะ กำลังกาย เป็นต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในการนำทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
(4) ผู้ประกอบการ มีบทบาทที่สำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
(5) เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตที่ส่งผลต่อการขยายการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย - บทบาทในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปัญหานั้น ๆ มีผลกระทบต่อประชาชน หรือปัญหานั้นขัดขวางอัตราการเจริญเติบโตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น ปัญหาการส่งออก ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ปัญหาการว่างงาน ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เป็นต้น
ข้อ 3 จงอธิบายแนวคิดในการบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และปัญหาของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ
แนวคำตอบ
แนวคิดในการบริหารรัฐวิสาหกิจ
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด
การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ
- การบริหารราชการส่วนกลาง
เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
รัฐวิสาหกิจสังกัดการบริหารราชส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
(1) องค์การของรัฐบาล
(2) หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
(3) บริษัทจำกัด - การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้น รัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด
การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับขั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง - การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้น การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปํยหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริกการสาธารณะท้องถิ่น
การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้
- อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป
เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจนั้นจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ - อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง
เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้วหรือถอดถอนบุคคลดังต่อไปนี้
(1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
(2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ - อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
(1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
1. ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
2. ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององคต์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
3. ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
4. กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
5. รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
– การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
– การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
– การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
– อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลและผลประโยชน์ของประชาชน
(2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
1. กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้งบประมาณได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
2. กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดได้ว่าเงินที่เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
3. กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่
นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์การต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่
- รัฐสภา
ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจโดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ - สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
– พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
– จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
– พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงินและการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
– สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรับ การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ - สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
– เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
– วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
– กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน - กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
– จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
– จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกดพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
– กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินและหนี้
– กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดลองจ่ายราชการ - คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
– ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
– ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าเป็นการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
– ตรวจสอบบัญชีเอกสารและทรัพย์สินของทบวงการเมือง
ปัญหาของระบบราชการ
- ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการมีขั้นตอนในการปฏิบัติงานและระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและรัดกุม จนขาดความยืดหยุ่น
- ระบบสายการบังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชา ทำให้ขาดความเป็นอิสระ ขาดการเป็นตัวของตัวเอง และขาดความสร้างสรรค์
- การควบคุมที่รัดกุม ทำให้การขาดการยืดหยุ่น
- รูปแบบโครงสร้างของระบบราชการ มีการแบ่งอำนาจเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดความล่าช้า ขาดความคล่องตัว เพราะระบบปฏิบัติงานที่ซับซ้อน
- ความสลับซับซ้อนของหน่วยงานในระบบราชการ ในกระบวนการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเองมีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของระบบราชการที่มีลักษณะผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่สังกัดหน่วยงานที่แตกต่างกัน และยังให้เอกชนเข้ามาดำเนินการด้วย เช่น
นอกจากนี้ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ ได้เสนอปัญหาของระบบราชการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ
- ปัญหาอันเนื่องมาจากการยึดติดกับปรัชญาการบริหารราชการยุคเก่า ไพ้แก่
– เน้นบทบาทของรัฐในฐานะเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการกิจการทุกอย่างเสียเอง
– เน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่เปิดโอกาสให้กับประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
– เน้นการจัดโครงสร้างองค์การและการบริหารงานแบบระบบราชการ จนเกิดความล่าช้า
– เน้นการขยายตัวของหน่วยราชการ ทำให้ระบบราชการใหญ่โต เกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจ
– เน้นการใช้กฎระเบียบและการควบคุม
– เน้นการผูกขาดแนวคิดและยัดเยียดการให้บริการแก่ประชาชน
– เน้นให้หน่วยราชการขยายฐานของงบประมาณในแต่ละปีให้มากขึ้นโดยไม่คำนึงผลลัพธ์ - ปัญหาอันเกิดจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่
– เค้าโครงการจัดระเบียบบริหารราชแผ่นดินไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
– การจัดโครงสร้างส่วนราชการมีความแข็งตัว
– ความยุ่งยากและความล่าช้าในการจัดตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงส่วนราชการระดับต่าง ๆ
– การรวมอำนาจและการใช้อำนาจในการบริหาร การจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ไว้กับหัวหน้าราชการระดับสูงมาก ทำให้บริหารไม่คล่องตัวและล่าช้า
– การบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ ระดับจังหวัดและอำเภอ ไม่มีเอกภาพและประสิทธิภาพ จนถึงการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน
– การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นยังไม่มีความเข้มแข็งและหลายรูปแบบเกินไป
– การจัดระบบโครงสร้างส่วนราชการและการบริหารราชการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่




ใส่ความเห็น