LAW4106
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: หนังสือกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4106
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 มินนี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติไทยที่จดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508
มาตรา 7 – บุคคลดังต่อไปนี้ ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบิดาไม่มีสัญชาติ
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 – บุคคลดังต่อไปนี้ ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(1) ผู้เกิดโดยบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย
มาตรา 10 – บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มินนี่เกิดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยบิดาเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น มินนี่ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ถึงแม้ว่ามินนี่จะมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม แต่ปรากฎว่าบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นคนที่มีสัญชาติ ดังนั้น เมื่อมินนี่ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงไม่นำการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนมาปรับใช้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อมทำให้มินนี่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากมินนี่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชับังคับด้วย
สรุป: มินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10
ข้อ 2
(ก) จงอธิบายหลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่งมาโดยละเอียด
(ข) นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือจำนวน 3 ลำจากนายอีวาคนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาเรือทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฎว่าเครื่องยนต์ภายในเรือทั้ง 3 ลำนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายสุดหล่อจึงขอเปลี่ยน แต่นายอีวาไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฎอีกว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณาศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
คำตอบ:
(ก) หลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่ง
“การย้อนส่ง” หมายถึง การที่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งประเทศหนึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายของอีกประเทศหนึ่ง แต่กฎหมายของประเทศหลังนี้ย้อนส่งกลับมาให้ใช้กฎหมายของประเทศแรกหรือย้อนส่งไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สามบังคับแก่กรณี ดังนั้น การย้อนส่งถึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ
- การส่งย้อนกลับ หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฎว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น บัญญัติให้ย้อนส่งกลับมาใช้กฎหมายของประเทศแรกอีก
- การย้อนส่งต่อไป หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น มีบัญญัติให้ย้อนส่งต่อไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สาม
(ข) หลักกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
มาตรา 13 (วรรคหนึ่ง) – ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ศาลไทยสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้
ข้อ 3 ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และได้ทำการประกาศอาณาเขตทางทะเลตามระยะสูงสุดที่กำหนดไว้ในแต่ละเขตของอนุสัญญาฯ เรือรบหลวงของประเทศไทยได้พบเรือขนสินค้า MARY JANE สัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังชายฝั่งประเทศไทยเพื่อส่งมอบสินค้า ในขณะที่เรือ MARY JANE แล่นอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 20 ไมล์ทะเล เรือ MARY JANE ถูกเรือ BLACK PEARL พร้อมกับลูกเรือไร้สัญชาติจำนวน 10 คน เข้าทำการปล้นทรัพย์บนเรือ MARY JANE เรือรบหลวงของไทยจึงได้ทำการช่วยเหลือและจับกุมผู้กระทำความผิดไร้สัญชาติจำนวน 10 คนเอาไว้ได้ โดยควบคุมตัวไว้บนเรือ MARY JANE เช่นนี้ หากเรือ MARY JANE แล่นมาถึงชายฝั่งประเทศไทย ศาลภายในของประเทศไทยจะดำเนินคดีต่อลูกเรือไร้สัญชาติทั้ง 10 คนได้หรือไม่ จงวินิจฉัย
คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
ข้อ 4 จงอธิบายถึงหลักเกณฑ์การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และข้อยกเว้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในขณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต (privilege and immunity)
แนวคำตอบ
หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
- บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้
- ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใดได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อย หรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้
- บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือ ประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว
- ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
- บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฎตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว
- ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
- ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน
- ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง
ส่วนข้อยกเว้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำการผิดเป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนั้น เป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกร้องขอให้ส่งตัวที่เกี่ยวกับฐานะพเศษของผู้กระทำความผิด ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะให้หลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ผู้กระทำความผิดไปประจำอยู่ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดยังคงอยู่ในประเทศนั้น หรือหลบหนีไปอยู่ในประเทศอื่นแล้วก็ตาม




ใส่ความเห็น