LAW2102
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2102
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 จันทร์เป็นผู้ขาย อังคารเป็นผู้ซื้อ ทั้งคู่ตกลงซื้อขายรถยนต์บรรทุกติดเครนกันหนึ่งคัน โดยมีข้อตกลงกันว่าอังคารต้องจัดหาเครน นำเครนมามอบให้จันทร์เพื่อนำไปติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกที่ขาย และจันทร์จะส่งมอบรถยนต์บรรทุกให้อังคาร ปรากฎข้อเท็จจริงว่าอังคารมิได้นำเครนมามอบให้แก่จันทร์ และจันทร์ก็มิได้ส่งมอบรถยนต์บรรทุกให้แก่อังคาร
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า อังคารตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 207 – ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด
มาตรา 208 – การชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง
แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชำระหนี้ก็ดี หรือเพื่อที่จะชำระหนี้จำเป็นที่เจ้าหนี้จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่าได้เตรียมการที่จะชำระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้นั้น เท่านี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนี้ท่านว่าคำบอกกล่าวของลูกหนี้นั้นก็เสมอกับคำขอปฏิบัติการชำระหนี้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: อังคารเจ้าหนี้ไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
ข้อ 2 จันทร์เช่าบ้านของอังคารอยู่ ในสัญญาเช่าระบุไว้ว่าในกรณีทรัพย์สินที่เช่าได้รับความเสียหายเนื่องจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าหรือของบุคคลอื่นใดหรือใครก็ตาม ผู้เช่าต้องรับผิดชอบออกค่าซ่อมแซม ปรากฎว่าพุธทำละเมิดขับรถยนต์ชนบ้านเช่าได้รับความเสียหายประมาณหนึ่งแสนบาท จันทร์ได้ใช้ค่าซ่อมแซมบ้านจำนวนหนึ่งแสนบาทให้แก่อังคารไป ซึ่งอังคารก็รับไว้
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า จันทร์จะเรียกร้องให้พุธทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจำนวนหนึ่งแสนบาทนั้นให้แก่ตนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 226 – บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง
ช่วงทรัพย์ ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่ง ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน
มาตรา 227 – เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย
คำวินิจฉัย: ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติความหมายของการรับช่วงสิทธิไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 227 แล้ว อาจให้ความหมายของการรับช่วงสิทธิได้ว่าหมายถึงการที่บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่เจ้าหนี้เดิมในมูลหนี้และมีส่วนได้เสียอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ มีผลทำให้บุคคลภายนอกดังกล่าวได้รับสิทธิหรือเข้าสวมสิทธิของเจ้าหนี้เดิมที่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย และเมื่อเข้ารับช่วงสิทธิแล้วก็ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายของเจ้าหนี้รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง ดังนั้น การรับช่วงสิทธิจึงมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ (ฎีกาที่ 2766/2551)
กรณีตามปัญหา การที่จันทร์เช่าบ้านของอังคารอยู่ โดยในสัญญาเช่าระบุไว้ว่า ในกรณีทรัพย์สินที่เช่าได้รับความเสียหายเนื่องจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าหรือของบุคคลอื่นใดหรือใครก็ตาม ผู้เช่าต้องรับผิดชอบออกค่าซ่อมแซมนั้น ย่อมถือว่าจันทร์ผู้เช่าอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ตามข้อสัญญาที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายให้แก่อังคารเจ้าหนี้ จันทร์จึงมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 227 และสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้เกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ได้
ดังนั้น การที่พุธทำละเมิดขับรถยนต์ชนบ้านเช่าได้รับความเสียหายประมาณ 100,000 บาท จันทร์ได้ใช้ค่าซ่อมแซมบ้านจำนวน 100,000 บาทให้แก่อังคารไป ซึ่งอังคารก็รับไว้ จันทร์จึงสามารถรับช่วงสิทธิของอังคารในการเรียกร้องให้พุธชดใช้ค่าซ่อมแซมบ้านจำนวน 100,000 บาทให้แก่ตนได้ ตามมาตรา 227 และมาตรา 226 วรรคหนึ่ง
สรุป: จันทร์สามารถเรียกร้องให้พุธผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจำนวน 100,000 บาทให้แก่ตนได้
ข้อ 3 บริษัทฯ เป็นหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรในเวลาสามปีที่ผ่านมารวม 2,000,000 บาท กรมสรรพากรเคยมีหนังสือเตือนไปแล้วสามครั้ง กรรมการเพิกเฉย ทั้งที่บริษัทเป็นเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นในมูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ยังไม่ครบอยู่ถึงร้อยละสี่สิบ กรมสรรพากรจึงใช้สิทธิเรียกร้องของกรมฯ ฟ้องบริษัทเป็นจำเลยที่ 1 และใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัท ฟ้องผู้ถือหุ้นเป็นจำเลยที่ 2-3-4-5-6-7 ตามลำดับ จำเลยที่ 1-4 เข้าทำสัญญาประนีประนอมกับโจทก์ขอผ่อนชำระ จำเลยที่ 5 อ้างว่าโจทก์จะบังคับตนไม่ได้อีกเพราะได้ประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมฯ ดังกล่าว ระหว่างพิจารณาส่วนจำเลยที่ 7 ต่อสู้ว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดได้ชำระให้แก่บริษัทฯ ไปครบถ้วนแล้วก่อนที่จะถูกฟ้องในคดีนี้ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานจากข้อเท็จจริงข้ออ้างและข้อต่อสู้โจทก์จะบังคับได้เพียงใด ยกข้อกฎหมายประกอบคำตอบให้ชัดเจน
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 214 – ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย
มาตรา 233 – ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้
มาตรา 234 – เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย
มาตรา 235 – เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเงินเต็มจำนวนที่ยังค้างชำระแก่ลูกหนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนก็ได้ ถ้าจำเลยยอมใช้เงินเพียงเท่าจำนวนที่ลูกหนี้เดิมค้างชำระแก่เจ้าหนี้นั้น คดีก็เป็นเสร็จกันไป แต่ถ้าลูกหนี้เดิมได้เข้าชื่อเป็นโจทก์ด้วย ลูกหนี้เดิมจะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาต่อไปในส่วนจำนวนเงินที่ยังเหลือติดค้างอยู่ก็ได้
แต่อย่างไรก็ดี ท่านมิให้เจ้าหนี้ได้รับมากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนนั้นเลย
มาตรา 236 – จำเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนี้เดิมอยู่อย่างใด ๆ ท่านว่าจะยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ข้อต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยื่นฟ้องแล้ว
คำวินิจฉัย: กรณีตามปัญหา การที่บริษัทเป็นหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรในเวลาสามปีรวม 2,000,000 บาท และในขณะเดียวกันบริษัทเป็นเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบอยู่ถึงร้อยละ 40 กรมสรรพากรจึงใช้สิทธิเรียกร้องของกรมฯ ฟ้องบริษัทเป็นจำเลยที่ 1 และใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ ฟ้องผู้ถือหุ้นเป็นจำเลยที่ 2-3-4-5-6-7 ตามลำดับนั้น ถือเป็นการใช้สิทธิบังคับชำระหนี้ตามมาตรา 214 ซึ่งได้กำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ โดยการใช้สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 233 ถึง มาตรา 236 ซึ่งการที่กรมฯ ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัท ฟ้องจำเลยที่ 2-3-4-5-6-7 นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 233 และการที่โจทก์ได้ฟ้องบริษัทฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ถือว่าเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นได้เรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีตามมาตรา 234 แล้ว
การที่จำเลย 1-4 เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยขอผ่อนชำระนั้น จำเลยที่ 5 จะอ้างว่าโจทก์บังคับตนไม่ได้อีก เพราะจำเลยที่ 5 ได้ประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นประโยชน์กับจำเลยที่ 1-4 เท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ จำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 5 ระงับสิ้นไป จำเลยที่ 5 จะหลุดพ้นไม่ต้องชำระหนี้ก็ต่อเมื่อได้ส่งใช้ค่าหุ้นครบถ้วนแล้วเท่านั้น ดังนั้นโจทก์จึงยังใช้สิทธิของบริษัทฯ บังคับเอากับจำเลยที่ 5 ไม่ได้
ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ได้นำค่าหุ้นที่ยังค้างชำระไปชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว สิทธิของโจทก์จึงระงับไปตามมาตรา 235 วรรคหนึ่ง
ส่วนกรณีของจำเลยที่ 7 ซึ่งได้ต่อสู้ว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดนั้นตนได้ชำระให้แก่บริษัทฯ ไปครบถ้วนแล้วก่อนที่จะถูกฟ้องในคดีนี้ พร้อมทั้งแสดงหลักฐาน ซึ่งข้อต่อสู้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 7 มีต่อบริษัทฯ ลูกหนี้เดิมย่อมสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อให้ศาลยกฟ้องได้ตามมาตรา 236
สรุป: ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 6-7 ฟังขึ้น โจทก์จึงใช้สิทธิของบริษัทฯ ฟ้องบังคับได้เฉพาะกับจำเลยที่ 5 เท่านั้น
ข้อ 4 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 นายรวยได้ทำสัญญาให้นายรุ่งและนายเรืองร่วมกันกู้ยืมเงินไปจำนวน 1,000,000 บาท โดยตกลงไม่คิดดอกเบี้ยและให้ชำระคืนเมื่อมีเงินเพียงพอ ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2567 นายรวยทำหนังสือทวงถามนายรุ่งแต่เพียงผู้เดียวให้ชำระหนี้เต็มจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่ตนทันที แต่นายรุ่งเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ หลังจากนั้น นายรวยได้ฟ้องนายเรืองต่อศาลในวันที่ 25 กันยายน 2567 เนื่องจากเห็นว่าช่วงนี้ธุรกิจของนายเรืองกำลังไปได้ดี โดยฟ้องนายเรืองแต่เพียงผู้เดียวให้ชำระหนี้เต็มจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ลงในหนังสือทวงถาม นายเรืองสู้ว่า นายรวยฟ้องเรียกเงินต้นจากตนได้เพียงครึ่งหนึ่งคือจำนวน 500,000 บาทเท่านั้น และนายรวยเรียกดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเรืองฟังขึ้นหรือไม่ เพียงใด เพราะเหตุใด
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 203 – ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
มาตรา 204 – ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว
มาตรา 291 – ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง
มาตรา 295 – ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง
ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ข้อต่อสู้ของนายเรืองที่ว่านายรวยฟ้องเรียกเงินต้นจากตนได้เพียงครึ่งหนึ่ง คือ 500,000 บาทเท่านั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อต่อสู้ที่ว่านายรวยเรียกดอกเบี้ยไม่ถูกต้องฟังขึ้น




ใส่ความเห็น