📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2102


หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 208 – การชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง

แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชำระหนี้ก็ดี หรือเพื่อที่จะชำระหนี้จำเป็นที่เจ้าหนี้จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่าได้เตรียมการที่จะชำระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้นั้น เท่านี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนี้ท่านว่าคำบอกกล่าวของลูกหนี้นั้นก็เสมอกับคำขอปฏิบัติการชำระหนี้

คำวินิจฉัย: กรณีที่จะถือว่าเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่งนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้เกิดผลตรงตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเจ้าหนี้ โดยลูกหนี้จะต้องอยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ และจะต้องเป็นการชำระหนี้โดยตรง กล่าวคือ จะต้องเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ในลักษณะที่จะให้เกิดสำเร็จผลตามวัตถุประสงค์ของหนี้โดยตรง เช่น ลูกหนี้ตกลงจะชำระหนี้เป็นเงินสด ดังนี้ ลูกหนี้จะนำทรัพย์สินอื่นมาชำระแทน หรือจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหนี้ในธนาคารไม่ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยมิชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์เป็นลูกหนี้อังคารในหนี้เงินกู้ยืม 500,000 บาทนั้น จันทร์จึงต้องชำระหนี้ให้แก่อังคารด้วยเงินโดยตรง จึงจะถือว่าเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบ ดังนั้น การที่จันทร์ชำระหนี้ให้แก่อังคารโดยวิธีโอนที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่อังคาร และแม้อังคารเองจะยอมรับว่าจันทร์ได้ชำระหนี้ด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยมิชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง

สรุป: การชำระหนี้ของจันทร์เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยมิชอบ


หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 226 – บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง

ช่วงทรัพย์ ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่ง ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน

มาตรา 228 – ถ้าพฤติการณ์ซึ่งทำให้การชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัยนั้น เป็นผลให้ลูกหนี้ได้มาซึ่งของแทนก็ดี หรือได้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อทรัพย์อันจะพึงได้แก่ตนนั้นก็ดี ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ส่งมอบของแทนที่ได้รับไว้หรือจะเข้าเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเองก็ได้

ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพราะการไม่ชำระหนี้ และถ้าใช้สิทธินั้นดังได้ระบุไว้ในวรรคต้นไซร้ ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่เจ้าหนี้นั้นย่อมลดจำนวนลงเพียงเสมอราคาแห่งของแทนซึ่งลูกหนี้ได้รับไว้ หรือเสมอจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ลูกหนี้จะเรียกร้องได้นั้น

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: พุธสามารถเข้าเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนคือราคาบ้านจำนวน 1,000,000 บาทจากศุกร์ได้


หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 – เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

มาตรา 238 – การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอก อันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน

การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอก อันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน

มาตรา 239 – การเพิกถอนนั้นย่อมได้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้หมดทุกคน

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ต้องชำระเงินจำนวน 3,959,166.00 บาทให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ได้โอนบ้านพร้อมที่ดิน 3 แปลงให้กับจำเลยที่ 2 บุตรของตนโดยเสน่หา และรู้ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น ถือเป็นการฉ้อฉลซึ่งเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมสามารถที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนบ้านและที่ดินทั้ง 3 แปลง ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ ตามมาตรา 237 และเมื่อนิติกรรมดังกล่าวได้ถูกเพิกถอนแล้ว บ้านพร้อมที่ดินทั้ง 3 แปลง ย่อมกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 และเจ้าหนี้ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์โดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากบ้านและที่ดินทั้ง 3 แปลงนั้นตามมาตรา 239

เมื่อโจทก์ได้ร้องขอให้มีการเพิกถอนการฉ้อฉลในนิติกรรมดังกล่าวแล้ว การเพิกถอนจะมีผลต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอย่างไรนั้น แยกพิจารณาได้ ดังนี้

  1. การที่จำเลยที่ 2 ได้นำบ้านและที่ดินแปลงที่ 1 ไปจำนองกับจำเลยที่ 3 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตนั้น เมื่อมีการเพิกถอนการฉ้อฉลแล้ว โจทก์ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากบ้านและที่ดินแปลงที่ 1 ได้ แต่จะไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 238 กล่าวคือ บ้านและที่ดินแปลงที่ 1 จะกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยติดภาระจำนองกับจำเลยที่ 3 ด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากบ้านและที่ดินดังกล่าวได้ แต่โจทก์ก็จะบังคับชำระหนี้ได้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญเท่านั้น
  2. การที่จำเลยที่ 2 ได้นำบ้านและที่ดินแปลงที่ 2 ไปขายให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ซื้อไว้โดยสุจริตก่อนมีการฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉล เมื่อมีการเพิกถอนการฉ้อฉล การเพิกถอนย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 4 ตามมาตรา 238 ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถบังคับเอากับบ้านและที่ดินแปลงที่ 2 ของจำเลยที่ 4 ได้
  3. การที่จำเลยที่ 2 ได้นำบ้านและที่ดินแปลงที่ 3 ไปขายให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งได้ซื้อไว้โดยรู้ว่าเขาเป็นหนี้กันอยู่ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 5 ได้บ้านและที่ดินแปลงที่มาโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 238 ดังนั้น เมื่อมีการเพิกถอนการฉ้อฉลนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลทำให้นิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 5 ถูกเพิกถอนไปด้วย บ้านและที่ดินแปลงที่ 3 จึงกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยปลอดการซื้อขาย โจทก์จึงสามารถบังคับเอากับบ้านและที่ดินแปลงที่ 3 ได้

สรุป: โจทก์สามารถขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ แต่การเพิกถอนดังกล่าวย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 3 แลจะำเลยที่ 4 ดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น


หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 203 – ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้

มาตรา 291 – ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง

มาตรา 292 – การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย

ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้หาได้ไม่

มาตรา 341 – ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นายรัก นายรุ่ง และนายเรืองยังคงต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายรวยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ

ใส่ความเห็น

157,792 views