LAW2106
📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญา
Resource
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2016
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2016
4. ประมวลกฎหมายอาญา
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1 นายเสือต้องการฆ่านายช้าง ขณะที่นายช้างเผลอนายเสือได้แอบใส่ยาพิษชนิดร้ายแรงลงในถ้วยกาแฟของนายช้าง นายช้างดื่มโดยไม่รู้ ต่อมายาพิษออกฤทธิ์ทำให้นายช้างหมดสติ นายเสือเข้าใจเป็นการอำพรางว่านายช้างฆ่าตัวตาย นายช้างถึงแก่ความตายเพราะถูกแขวนคอ ดังนี้ อยากทราบว่าความตายของนายช้างเป็นผลที่สัมพันธ์กับการกระทำด้วยเจตนาฆ่าในตอนแรกของนายเสือหรือไม่ และนายเสือต้องรับผิดอย่างไร
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 – บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเสือต้องการฆ่านายช้าง ขณะที่นายช้างเผลอนายเสือได้แอบใส่ยาพิษชนิดร้ายแรงลงในถ้วยกาแฟของนายช้าง นายช้างดื่มโดยไม่รู้ ต่อมายาพิษออกฤทธิ์ทำให้นายช้างหมดสตินั้น การกระทำของนายเสือกในตอนแรกนี้ ถือเป้นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสอง เพราะนายเสือได้กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกัน นายเสือประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้น นายเสือจึงต้องรับผิดในทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง
ส่วนการกระทำในตอนหลังของนายเสือที่ได้เอาร่างของนายช้างไปแขวนคอไว้กับกิ่งไม้ใหญ่หลังบ้านเพื่อเป็นการอำพรางว่านายช้างฆ่าตัวตาย จนนายช้างถึงนายแก่ความตายเพราะถูกแขวนคอนั้น แม้การกระทำในครั้งหลังของนายเสือไม่ถือว่านายเสือมีเจตนาฆ่านายช้าง เพราะเข้าใจว่านายช้างได้ตายไปแล้ว สิ่งที่นายเสือกระทำนั้น นายเสือไม่รู้ว่าได้กระทำต่อผู้อื่น คิดว่ากำลังกระทำกับศพ จึงถือว่านายเสือมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่านายเสือประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ตามมาตรา 59 วรรคสาม
แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายเสือได้เอาร่างของนายช้างไปแขวนไว้กับกิ่งไม้ใหญ่จนนายช้างถึงแก่ความตายเพราะถูกแขวนคอนั้น ถือเป็นเหตุแทรกแซงอันเกิดจากกระทำของนายเสือเองและเป็นเหตุแทรกแซงที่ไม่เกินความคาดหมายซึ่งผู้กระทำความผิดจะกระทำเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้ ผลคือความตายของนายช้างจึงมีความสัมพันธ์กับการกระทำด้วยเจตนาฆ่าในตอนแรกของนายเสือ การกระทำโดยเจตนาฆ่าของนายเสือจึงเป็นความผิดสำเร็จ ดังนั้น นายเสือจึงต้องรับผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา
สรุป: ความตายของนายช้างเป็นผลที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำด้วยเจตนาฆ่าในตอนแรกของนายเสือ นายเสือจึงต้องรับผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา
ข้อ 2 นายเดชารู้สึกรำคาญนายเดโชที่นั่งดื่มสุราอยู่ที่โต๊ะอาหารข้าง ๆ เพราะเมาสุราพูดจาเอะอะโวยวาย จึงชักปืนลูกซองออกมาเล็งยิงไปที่ขวดสุราบนโต๊ะอาหารที่นายเดโชนั่งอยู่ ลูกกระสุนปืนถูกขวดสุราของนายเดโชแตกและกระสุนปืนยังกระจายไปถูกนายเดโชได้รับอันตรายสาหัส นอกจากนี้ลูกกระสุนปืนยังกระจายไปถูกนายเดชชาติที่อุ้มลูกสุนัขของนายเดชชัยที่เดินเข้ามาในร้านอาหารพอดี เป็นเหตุให้นายเดชชาติถึงแก่ความตาย และลูกสุนัขของนายเดชชัยที่อุ้มมาตกพื้นตายเช่นกัน นายเดชามีความผิดฐานอะไรบ้าง
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 – บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
มาตรา 60 – ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย มิให้นำกฎหมายนั้น มาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น
มาตรา 80 – ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ นายเดชามีความผิดฐานใดบ้างนั้น แยกพิจารณาได้ดังนี้
- การที่นายเดชาชักปืนลูกซองออกมาเล็งยิงไปที่ขวดสุราบนโต๊ะอาหารที่นายเดโชนั่งอยู่ ลูกกระสุนปืนถูกขวดสุราของนายเดโชแตกนั้น การกระทำของนายเดชาเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้น การกระทำของนายเดชาจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสอง ดังนั้น นายเดชาจึงมีความผิดฐานเจตนาทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 59 วรรคหนึ่ง
- การกระทำของนายเดชาที่ใช้ปืนลูกซองยิงไปที่ขวดสุราดังกล่าวนั้น นอกจากลูกกระสุนปืนจะถูกขวดสุราของนายเดโชแตกแล้ว ลูกกระสุนปืนยังกระจายไปถูกนายเดโชได้รับอันตรายสาหัสอีกด้วยนั้น กรณีนี้ถือว่า นายเดชาย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของตนอยู่แล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกนายเดโชได้ ดังนั้น เมื่อกระสุ้นปืนที่นายเดชาได้ยิงไปนั้นถูกนายเดโช การกระทำของนายเดชาต่อนายเดโชดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสอง เพราะเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกัน ผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น และเมื่อนายเดโชได้รับอันตรายสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของนายเดชาจึงเป็นการกระทำที่ได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล นายเดชาจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายเดโชตามมาตรา 288 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 59 วรรคหนึ่ง
- การที่นายเดชาได้ใช้ปืนยิงขวดสุราของนายเดโชนั้น นอกจากกระสุนปืนจะถูกนายเดโชแล้ว ลูกกระสุนปืนยังกระจายไปถูกนายเดชชาติที่อุ้มลูกสุนัขของนายเดชชัยที่เดินเข้ามาในร้านอาหารพอดีเป็นเหตุให้นายเดชชาติถึงแก่ความตายนั้น ถือว่าผลของการกระทำที่เกิดกับนายเดชชาตินั้น เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยพลาดไปจึงต้องถือว่านายเดชาได้กระทำโดยเจตนาต่อนายเดชชาติบุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นด้วยมาตรา 60 ดังนั้น นายเดชาจึงต้องรับผิดฐานฆ่านายเดชชาติตายโดยเจตนาตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 59 วรรคหนึ่งและมาตรา 60
- การที่กระสุนปืนที่นายเดชามีเจตนาที่จะยิงไปที่ขวดสุรานั้น นอกจากจะถูกขวดสุราแตกแล้วยังกระจายไปถูกนายเดชชาติที่อุ้มลูกสุนัขของนายเดชชัย ทำให้ลูกสุนัขตกพื้นตายนั้น ผลของการกระทำที่เกิดกับลูกสุนัขดังกล่าวเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยพลาดไป จึงต้องถือว่านายเดชากระทำโดยเจตนาต่อลูกสุนัขของนายเดชชัย ซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นด้วยมาตรา 60 ดังนั้น นายเดชาจึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยพลาดต่อนายเดชชัยตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 59 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60
สรุป: นายเดชามีความผิดฐานเจตนาทำให้ทรัพย์ของนายเดโชเสียหายโดยเจตนาประสงค์ต่อผลมีความผิดฐานพยายามฆ่านายเดโชโดยเจตนายย่อมเล็งเห็นผล มีความผิดฐานฆ่านายเดชชาติโดยพลาด และมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยพลาดต่อนายเดชชัย
ข้อ 3 นายโก๋เห็นนายจอมกำลังยืนคุยอยู่กับนางสาวปุยฝ้ายสาวที่ตนหลงรัก นายโก๋โมโหต้องการจะฆ่านายจอม จึงชักปืนพกขึ้นจ้องเล็งจะยิงนายจอม นายศักดิ์และนายศรีเห็นเหตุการณ์เกรงว่านายจอมจะถูกยิงตาย นายศักดิ์จึงกระโดดถีบนายจอมเพื่อให้หลบกระสุนปืน นายจอมล้มลงหน้ากระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บ ส่วนนายศรีใช้ปืนยังถูกข้อมือของนายโก๋ได้รับบาดเจ็บปืนหลุดจากมือ ดังนี้ นายศักดิ์และนายศรี จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 – บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
มาตรา 67 – ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน
ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
มาตรา 68 – ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายศักดิ์มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนายจอมแต่ไม่ต้องรับโทษ เพราะเป็นการกระทำผิดด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 (2) ส่วนนายศรีไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษเพราะเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68
ข้อ 4 ประชากับสมเดชร่วมกันวางแผนฆ่าชุมพร โดยตกลงกันให้ประชาไปหลอกชุมพรออกมาจากบ้านมาให้สมเดชยิง อรสาแอบได้ยินประชากับสมเดชวางแผนฆ่าชุมพร และทราบว่าสมเดชไม่มีอาวุธปืน อรสาจึงได้ฝากอาวุธปืนแก่วัลลภมาให้สมเดช โดยสมเดชไม่ทราบว่าเป็นปืนของอรสา ระหว่างที่ประชาเดินทางไปบ้านชุมพร สมเดชพบชุมพรโดยบังเอิญจึงยิงชุมพรตายเสียก่อนที่ประชาจะพบกับชุมพร
ดังนี้ ประชาและอรสาต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 – บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
มาตรา 83 – ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 86 – ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ประชาและอรสาต้องรับผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86




ใส่ความเห็น