LAW4101
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลรัษฎากรและกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW4101
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW4101
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: ปีภาษี 2566 บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5 ล้านบาท รายได้ทั้งหมดนำไปฝากธนาคารที่ประเทศสิงคโปร์ และไปเที่ยวคาสิโนที่นั่นถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1 ล้านบาท จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 บอสพลกลับมาไทยพร้อมกับเงินจำนวน 1 ล้านบาท ปรากฎว่าบอสพลรถประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกทางด่วนทำให้เสียชีวิต มารดาบอสพลเป็นทายาทเพียงคนเดียวจะต้องนำเอาเงินได้ทั้งหมดของบอสพลมาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 41 – ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
มาตรา 56 – ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
(2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท
(3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
(4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
มาตรา 57 ทวิ – ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้นให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตายเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น
สำหรับในปีต่อไปถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตามมาตรา 56 (1) ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย
คำวินิจฉัย: กรณีตามปัญหา การที่บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5 ล้านบาทนั้น รายได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย แม้บอสพลจะได้นำรายได้ทั้งหมดไปฝากไว้กับธนาคารที่ประเทศที่สิงคโปร์ บอสพลก็ต้องนำรายได้จำนวน 5 ล้านบาทมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตาม มาตรา 41 วรรคหนึ่ง
การที่บอสพลได้ไปเที่ยวคาสิโนที่ประเทศสิงคโปร์และถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1 ล้านบาทนั้น เมื่อบอสพลเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยคือได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษี และได้นำเงินได้ดังกล่าวนั้นเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น บอสพลต้องนำเงินได้จำนวน 1 ล้านบาทมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตาม มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฎว่าบอสพลได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษี โดยบอสพลมีรมารดาซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของมารดาบอสพลที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีแทนบอสพล โดยนำเงินได้ทั้งหมดจำนวน 6 ล้านบาท ไปยื่นแสดงรายการเพื่อเสียภาษีในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง
สรุป: มารดาของบอสพลจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดของบอสจำนวน 6 ล้านบาท ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้กับประเทศไทยในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567
ข้อ 2: ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด มีนายส้มโอสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นอัตราร้อยละ 95 แห่งทุนของบริษัท และทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทดังกล่าวโดยตลอด ส่วนนายแตงโมเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 กรกฎาคม โดยช่วงเวลาดังกล่าวนี้บริษัทได้ส่งนายแตงโมไปเก็บข้อมูลการตลาดที่ประเทศเวียดนาม ส่วนนายเชอรี่เป็นน้องชายแท้ตามกฎหมายของนายส้มโอ นายเชอรี่กำลังศึกษาในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศเวียดนามและอยู่อาศัยด้วยกันกับนายแตงโม ซึ่งเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายโดยตลอด ในช่วงเวลาดังกล่าว นายแตงโมมีสิทธิได้รับเงินเดือน 100,000 บาท แต่บริษัทดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระเงินเดือนให้แก่นายแตงโมตลอดปีภาษีดังกล่าว นอกจากนี้นายส้มโอและนางสาวลำไยคนรักของนายส้มโอ ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาคู่ผสมชายหญิงรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ได้รับเงินรางวัลร่วมกัน 300,000 บาท นอกจากนี้ บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 10,000,000 บาทให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว อนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ตั้งแต่ 1 สิงหาคม จนกระทั่งสิ้นปี นายแตงโมกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อดูแลนายมะนาวบุตรบุญธรรมอายุ 21 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยตลอด โดยวันที่ 30 ธันวาคมในปีดังกล่าว โรงพยาบาลหลายแห่งได้มีคำวินิจฉัยโรคในทำนองว่านายมะนาวเป็นบุคคลวิกลจริต ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษีดังกล่าว นายแตงโมต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 – ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย
มาตรา 40 – เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
(4) เงินได้ที่เป็น
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว
เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าทอดใด หรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น
มาตรา 41 – ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
มาตรา 47 – เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ
(ค) บุตร
(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดในหรือหลังปี พ.ศ. 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท โดยในการนับลำดับบุตรให้นับลำดับของบุตรทุกคนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้ง (1) และ (2) การหักลดหย่อนสำหรับบุตรให้นำบุตรตาม (1) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1) มีจำนวนไม่ถึงสามคนให้นำบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม (1) แล้วต้องไม่เกินสามคน
การนับจำนวนบุตร ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย
การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้แต่ฐานะเดียว
(3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (1) (ข) และ (ค) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย
คำวินิจฉัย: กรณีตามปัญหา ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีดังนี้ คือ
- ประเด็นที่ 1 เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในนามของนายแตงโม
- เงินเดือน 100,000 บาท ที่นายแตงโมมีสิทธิได้รับจากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (1) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าบริษัทได้ผิดนัดไม่จ่ายเงินเดือนให้นายแตงโมเลยตลอดปีภาษี เงินส่วนนี้จึงไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่นายแตงโมได้รับในปีภาษีตามมาตรา 39 (ตามเกณฑ์เงินสด) ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เงินรางวัลที่นายส้มโอได้รับจากการแข่งขันกีฬาร่วมกับนางสาวลำไย จำนวน 300,000 บาทนั้น แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโมก็ตาม แต่เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (8) มิใช่เงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินได้ส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เงินปันผลจำนวน 10,000,000 บาท ที่บริษัทจ่ายให้แก่ถือผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งนายส้มโอได้ถือหุ้นไว้ร้อยละ 95 นั้น เมื่อนายส้มโอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโม และเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงให้ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงต้องนำเงินที่เป็นเงินปันผลในส่วนนีร้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของนายแตงโม
- ประเด็นที่ 2 นายแตงโมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร
- บุตรคนที่ 1 คือ นายส้มโอ แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรผู้เยาว์ แต่นายส้มโอมีรายได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วคือเงินได้จากการแข่งกีฬาเกิน 30,000 บาท นายแตงโมจึงนำนายส้มโอมาหักลดหย่อนไม่ได้ตามมาตรา 47 (1) (ค)
- บุตรคนที่ 2 คือ นายเชอรี่ แม้นายเชอรี่จะเป็นบุตรผู้เยาว์และกำลังศึกษาอยู่ก็ตาม แต่เมื่อนายแตงโมผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และนายเชอรี่ก็มิได้อยู่ในประเทศไทย นายแตงโมจึงนำนายเชอรี่มาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (3)
- บุตรคนที่ 3 คือ นายมะนาว ซึ่งมีอายุ 21 ปี นั้น แม้นายมะนาวจะเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายมะนาวมิได้เป็นบุตรผู้เยาว์ หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งนายมะนาวเป็นเพียงบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ดังนั้น นายแตงโมจึงนำนายมะนาวมาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (1) (ค)
สรุป: นายแตงโมต้องนำเงินปันผลในส่วนที่นายส้มโอได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยไม่มีสิทธินำบุตรทั้ง 3 คน มาหักเป็นค่าลดหย่อน
ข้อ 3: บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ได้ส่งนายยักษ์สัญชาติไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นตัวแทนเซ็นสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยกับบริษัท ไทยคอม จำกัด ซึ่งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย โดยบริษัทไทยคอม จำกัด เป็นผู้โอนค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาท ไปยังบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ทันทีหลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้ผ่านนายยักษ์แต่อย่างใด
ให้วินิจฉัยว่า บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลจากรายได้ดังกล่าวตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 – เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 64 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้วให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป
มาตรา 66 – บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 70 – บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม
มาตรา 76 ทวิ – บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้จำนวน 20,000,000 บาท จากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และเสียภาษีจากฐานการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง






ใส่ความเห็น