LAW3111 (LAW3011)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3111
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3111
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายธนดลต้องการซื้อห้องชุดไว้เป็นที่พักอาศัยและออกกำลังกายมูลค่า 3,000,000 บาท นายธนดลจึงได้ไปติดต่อนางสาวแพรวาพนักงานขายเพื่อทำสัญญาซื้อขาย โดยนางสาวแพรวาได้มอบแผ่นพับโฆษณาห้องชุดซึ่งระบุว่า มีสวนน้ำลอยฟ้าและมีลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด 20 ลู่วิ่ง สร้างเสร็จแล้วพร้อมส่งมอบ นายธนดลสนใจเป็นอย่างมากจึงได้ไปกู้ยืมเงินจากนายสุข นายสุขเห็นว่านายธนดลสะสมพระเครื่องจึงขอให้นายธนดลเอาพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะทองคำมูลค่า 3,000,000 บาทมาจำนำเป็นประกันหนี้กู้ยืม นายธนดลตกลง และส่งมอบพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะทองคำเรียบร้อยต่อหน้านางสาวแพรวา นายสุขจึงได้โอนเงิน 3,000,000 บาท ชำระค่าห้องชุดแทนนายธนดล
จงวินิจฉัย
(ก) นายสุขเห็นว่านายธนดลไม่เคยผ่อนใช้เงินกู้ยืมคืนเลย จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้บังคับชำระเงินกู้ยืมเงิน 3,000,000 บาท นายธนดลให้การรับว่ากู้จริงแต่ได้นำพระเครื่องที่ใช้หนี้ไปแล้วนั้น ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์
(ข) หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่า นายธนดลชำระเงินกู้ยืมครบถ้วนแล้ว นายธนดลฟ้องนายสุข ขอให้ส่งมอบพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะทองคำที่จำนำไว้คืน โดยอ้างว่านางสาวแพรววาเป็นพยานรู้เห็นขณะส่งมอบพระเครื่อง นายสุขให้การต่อสู้ว่านายธนดลฟ้องคดีโดยไม่มีเอกสารสัญญาจำนำมาแสดง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถอ้างนางสาวแพรวาเป็นพยานแทนพยานเอกสารได้ ข้อต่อสู้ของนายสุขฟังขึ้นหรือไม่
(ค) ภาคหลังจากที่นายธนดลเข้าพักที่ห้องชุดแล้วปรากฎว่า อาคารห้องชุดดังกล่าวไม่มีสวนน้ำลอยฟ้า และไม่มีลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด 20 ลู่วิ่งตามที่โฆษณา คงมีเพียงบ่อปลาบนดาดฟ้า และลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่นเก่าเพียง 4 ลู่เท่านั้น นายธนดลสอบถามไปหลายครั้งก็ได้คำตอบเพียงว่าไม่มีงบ รอดำเนินการอยู่ นายธนดลจึงฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวว่าผิดสัญญาซื้อขาย ไม่สร้างสิ่งอำนวจความสะดวกตามที่โฆษณา โดยอ้างสัญญาซื้อขาย ซึ่งนิติบุคคลอาคารชุดต่อสู้ว่าในสัญญาไม่มีข้อความใดระบุเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก นายธนดลอ้างแผ่นพับโฆษณาห้องชุดเป็นพยานต่อศาลได้หรือไม่ และนายธนดลจะอ้างนางสาวแพรวาพนักงานขายเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่านิติบุคคลอาคารชุดเป็นเจ้าของแผ่นพับโฆษณา ได้หรือไม่
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 84 – การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่
(1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป
(2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ
(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล
มาตรา 84/1 – คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว
มาตรา 85 – คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน
มาตรา 94 – เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี
(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง
(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก
แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด
มาตรา 177 – เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน3
ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น
จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไปหรือสั่งไม่รับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา 57 (3) โดยอนุโลม
มาตรา 183 – ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คำคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้
ในการสอบถามคู่ความตามวรรคหนึ่ง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความจะยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ในขณะนั้น
คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
- (ก) คำว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้น ปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3), มาตรา 177 วรรคสอง และ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)
สำหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ (มีภาระการพิสูจน์)
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุขเป็นโจทก์ฟ้องนายธนดลเป็นจำเลย โดยอ้างว่านายธนดลกู้เงินจากนายสุขไปเป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท แต่ไม่เคยใช้เงินกู้ยืมคืนเลย ขอให้ศาลบังคับให้นายธนดลชำระเงินกู้ยืมคืน 3,000,000 บาท นายธนดลให้การว่าได้กู้ยืมเงินจริงแต่ได้นำพระเครื่องที่ใช้หนี้ไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่านายธนดลกู้เงินจากนายสุขจริงหรือไม่ ย่อมเป็นอันยุติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับ จึงไม่ต้องมีการสืบพยานเพราะมิใช่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี แต่การที่นายธนดลให้การว่าได้ชำระหนี้ให้นายสุขแล้วโดยการนำพระเครื่องที่ใช้หนี้ไปแล้วนั้น ถือเป็นข้อเท็จจริงที่นายธนดลกล่าวอ้างขึ้นใหม่
และเป็นข้อเท็จจริงที่นายสุขไม่รับ กรณีเช่นนี้จึงเกิดประเด็นข้อพิพาทว่านายธนดลได้ชำระหนี้ให้แก่นายสุขโดย การนำทรัพย์สินอื่นที่ใช้หนี้แล้วจริงหรือไม่ เมื่อนายธนดลเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้น ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบจึงตกอยู่กับนายธนดล ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 - (ข) หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่า นายธนดลได้ชำระหนี้กู้ยืมครบถ้วนแล้ว นายธนดลจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้นายสุขส่งมอบพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะทองคำที่จำนำไว้คืน โดยอ้างนางสาวแพรวาเป็นพยาน เพราะนางสาวแพรวรู้เห็นขณะที่มีการส่งมอบพระเครื่องนั้น นายธนดลย่อมสามารถอ้างนางสาวแพรวาเป็นพยานได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 85 เนื่องจากไม่ใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 54 (ก) ที่กำหนดว่า เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีที่เป็นการขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำพยานเอกสารมาแสดงแต่อย่รางใด เพราะการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับสัญญาจำนั้นนั้นมิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น การที่นายสุขให้การต่อสู้ว่านายธนดลฟ้องคดีโดยไม่มีเอกสาร สัญญาจำนำมาแสดงนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถอ้างนางสาวแพรวาเป็นพยานแทนพยานเอกสารได้ ข้อต่อสู้ของนายสุขจึงฟังไม่ขึ้น
- (ค) การที่นายธนดลได้ฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวว่าผิดสัญญาซื้อขายไม่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่ดฆษณา โดยอ้างสัญญาซื้อขาย แต่นิติบุคคลอาคารชุดต่อสู้ว่าในสัญญาไม่มีข้อความใดระบุเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก นายธนดลจึงอ้างแผ่นพับโฆษณาห้องชุดเป็นพยานต่อศาลนั้น กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นกรณีที่คู่ความขอสืบพยานเอกสาร (แผ่นพับโฆษณาห้องชุด) ประกอบข้ออ้างเมื่อได้นำเอกสาร (สัญญาซื้อขาย) ซึ่งนายธนดลย่อมสามารถอ้างแผ่นพับโฆษณาห้องชุดเป็นพยานต่อศาลได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) ทั้งนี้เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังเฉพาะพยานบุคคลเท่านั้น ไม่รวมถึงการรับฟังพยานเอกสารและพยานวัตถุคู่ความจึงมีสิทธิขอสืบพยานเอกสารหรือพยานวัตถุเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในพยานเอกสารได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 7055/2537)
อีกทั้งการที่นายธนดลจะอ้างนางสาวแพรวาพนักงานขายเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่านิติบุคคล อาคารชุดเป็นเจ้าของแผ่นพับโฆษณานั้น ก็ย่อมสามารถกระทำได้เช่นกัน เพราะเป็นการนำสืบพยานบุคคล ประกอบพยานเอกสาร (แผ่นพับโฆษณา) ซึ่งเป็นการนำสืบเพื่อเพิ่มน้ำหนักในการอ้างอิงถึงแหล่งที่มา และเพิ่มความน่าเชื่อของพยานเอกสาร (แผ่นพับโฆษณา) ซึ่งเป็นพยานเอกสารประกอบพยานเอกสาร (สัญญาซื้อขาย) เท่านั้น มิใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสาร (สัญญาซื้อขาย) ที่นำมาแสดง ตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) แต่อย่างใด
สรุป:
- (ก) ประเด็นข้อพิพาทว่านายธนดลได้ชำระหนี้ให้แก่นายสุข โดยการนำทรัพย์สินอื่นที่ใช้หนี้แล้วจริงหรือไม่ ฝ่ายจำเลยคือนายธนดลมีภาระการพิสูจน์
- (ข) ข้อต่อสู้ของนายสุขดังกล่าวฟังไม่ขึ้น
- (ค) นายธนดลสามารถอ้างแผ่นพับโฆษณาห้องชุดเป็นพยานต่อศาลได้ และสามารถอ้างนางสาวแพรวาเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่รานิติบุคคลอาคารชุดเป็นเจ้าของแผ่นพับโฆษณาได้
ข้อ 2: พยานบุคคลที่ศาลรับฟังมีคุณสมบัติอย่างไร และศาลต้องเชื่อคำเบิกความเสมอไปหรือไม่ อย่างไร
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 95 – ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใดเว้นแต่บุคคลนั้น
(1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และ
(2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น
ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใด เพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือให้การดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับและข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน
มาตรา 104 – ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น
ในการวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่าตามมาตรา 35/1 หรือบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลตามมาตรา 120/1 วรรคสามและวรรคสี่ หรือบันทึกถ้อยคำตามมาตรา 120/2 จะมีน้ำหนักให้เชื่อได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาของพยานบอกเล่าหรือบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย17
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 15 – วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้
มาตรา 226 – พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน
มาตรา 227 – ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
ข้อ 3: หากต้นฉบับเอกสารชิ้นหนึ่งที่โจทก์ต้องการอ้างในชั้นศาลอยู่กับบุคคลภายนอก การส่งสำเนาเอกสารให้กับศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นยังคงต้องหาอยู่หรือไม่ อย่างไร หรือมีวิธีการใดจึงจะสามารถอ้างเอกสารชิ้นดังกล่าวได้ จงอธิบาย
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 88 – เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้งหรือความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยแสดงเอกสารหรือสภาพของเอกสารที่จะอ้าง และรายชื่อ ที่อยู่ของบุคคล ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ วัตถุ หรือสถานที่ซึ่งคู่ความฝ่ายนั้นระบุอ้างเป็นพยานหลักฐาน หรือขอให้ศาลไปตรวจ หรือขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญแล้วแต่กรณี พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไปจากเจ้าพนักงานศาล
ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงจะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมให้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสำเนาบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน
มาตรา 90 – ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดยื่นคำแถลงหรือคำร้องขออนุญาตอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 88 วรรคสองหรือวรรคสาม ให้ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นพร้อมกับการยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าว เว้นแต่ศาลจะอนุญาตให้ยื่นสำเนาเอกสารภายหลังเมื่อมีเหตุอันสมควร
คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุดซึ่งคู่ความฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้วหรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่น จดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดี หรือสมุดบัญชีการค้า และสมุดบัญชีของธนาคารหรือเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น
(2) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก
(3) ถ้าการคัดสำเนาเอกสารจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความซึ่งอ้างอิงเอกสารนั้น หรือมีเหตุผลแสดงว่าไม่อาจคัดสำเนาเอกสารให้เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้น
กรณีตาม (1) หรือ (3) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตงดการยื่นสำเนาเอกสารนั้นและขอยื่นต้นฉบับเอกสารแทน เพื่อให้ศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูตามเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด
กรณีตาม (2) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครองตามมาตรา 123 โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกำหนด
มาตรา 93 – การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่
(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน
(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
(3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น
(4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม
มาตรา 123 – ถ้าต้นฉบับเอกสารซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่อ้างจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารแทนการที่ตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญ และคำร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลาอันสมควรแล้วแต่ศาลจะกำหนด ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีต้นฉบับเอกสารอยู่ในครอบครองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ยอมรับแล้ว
ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือในครอบครองของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ซึ่งคู่ความที่อ้างไม่อาจร้องขอโดยตรงให้ส่งเอกสารนั้นมาได้ ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนว่าด้วยการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารยื่นคำขอ และการที่ศาลมีคำสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่อ้างต้องส่งคำสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน ถ้าไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควร ก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2)
คำอธิบาย: โดยหลักแล้ว คู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดเพื่อเป็นพยานหลักฐานในการสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 88) และให้ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง)
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากต้นฉบับเอกสารที่โจทก์ต้องการอ้างในชั้นศาลนั้นอยู่กับบุคคลภายนอก (ซึ่งมิใช่คู่ความ) โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายอ้างอิงพยานหลักฐาน (ต้นฉบับเอกสาร) ก็ไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และ ไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่น (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2)) และถ้าโจทก์ฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานนั้นประสงค์จะอ้างเอกสารดังกล่าว โจทก์ก็สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 123 กล่าวคือ โจทก์จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลสั่งให้บุคคลภายนอกผู้ครอบครองเอกสารส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวแทน การที่โจทก์จะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้น และถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญและคำร้องของโจทก์นั้นฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลภายนอกนั้นยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลาอันสมควร แล้วแต่ศาลจะกำหนด แต่โจทก์จะต้องส่งคำสั่งศาลให้แก่บุคคลภายนอกผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
ถ้าโจทก์ทำตามวิธีการดังกล่าวแล้ว แต่บุคคลภายนอกปฏิเสธในการส่งเอกสารมายังศาล ย่อมถือว่า เป็นกรณีที่นำต้นฉบับเอกสารมาไม่ได้เพราะสูญหายหรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่โจทก์ผู้อ้างอิงเอกสารต้องรับผิดชอบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) และเมื่อไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2) (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 123 วรรคสอง) กล่าวคือ ศาลจะสืบพยานต่อไปโดยอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้






ใส่ความเห็น