LAW3111 (LAW3011)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3111
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3111
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1:
1.1 ให้ท่านวินิจฉัยว่าหากไม่ได้นำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เข้าเป็นพยานหลักฐานในสำนาน ศาลจะสามารถหยิบยกขึ้นพิพากษาได้หรือไม่
(ก) ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข) ความหมายของคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
(ค) พระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าของประเทศสหราชอาณาจักร
1.2 โจทก์ยื่นคำฟ้องว่าโจทก์และจำเลยมีชื่ออยู่ในที่ดินพิพาทร่วมกันแต่ปัจจุบันได้มีการแบ่งแยก การครอบครองเป็นสัดส่วนแล้ว โจทก์ต้องการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยไม่ยอม ขอให้ศาลมีคำสั่งแบ่งแยกโฉนดที่ดิน จำเลยยื่นคำให้การว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่าฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ในคดีนี้
คำวินิจฉัย/คำตอบ: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป:
1.1
(ก) ศาลไม่สามารถหยิบยกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นวินิจฉัยได้
(ข) ศาลสามารถหยิบความหมายของคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานขึ้นวินิจฉัยได้
(ค) ศาลไม่สามารถหยิบพระราชบัญญัติซื้อขายสินค้าของประเทศสหราชอาณาจักรขึ้นวินิจฉัยได้
1.2
คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ และจำเลยมีภาระการพิสูจน์ตามที่กล่าวอ้าง
ข้อ 2: โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับจำเลยมูลค่า 300,000 บาท แต่จำเลยชำระให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญา โจทก์จึงยื่นคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ แต่ปรากฎว่าเอกสารการซื้อขายรถยนต์พิพาทนั้นอยู่กับธนาคาร อีกทั้งปรากฎว่าเมื่อโจทก์ได้ขอให้ศาลเรียกเอกสาร และศาลก็ได้ขอเอกสารกับธนาคารแล้ว แต่ธนาคารไม่ได้ส่งเอกสารมายังศาล โจทก์จึงต้องการจะนำสืบดังต่อไปนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าศาลจะรับฟังได้หรือไม่
(ก) สำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท
(ข) นายเอกพยานบุคคลที่จะขำนืสบแทนพยานเอกสารถึงสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 93 – การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่
(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน
(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
(3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น
(4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม
มาตรา 94 – เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี
(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง
(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก
แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด
มาตรา 123 – ถ้าต้นฉบับเอกสารซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่อ้างจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารแทนการที่ตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญ และคำร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลาอันสมควรแล้วแต่ศาลจะกำหนด ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีต้นฉบับเอกสารอยู่ในครอบครองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ยอมรับแล้ว
ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือในครอบครองของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ซึ่งคู่ความที่อ้างไม่อาจร้องขอโดยตรงให้ส่งเอกสารนั้นมาได้ ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนว่าด้วยการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารยื่นคำขอ และการที่ศาลมีคำสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่อ้างต้องส่งคำสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน ถ้าไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควร ก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2)
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป:
- (ก) ศาลจะรับฟังสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทได้
- (ข) ศาลจะรับฟังนายเอกพยานบุคคลที่โจทก์ขอนำสืบแทนพยานเอกสารได้
ข้อ 3: ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง นายปิติ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของด.ช.มานะ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเพชร เป็นจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานการกระทำละเมิดโดยการขับรถโดยประมาททำให้ ด.ช.มานะ อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในวันสืบพยาน ทนายโจทก์อ้างนายปิติโจทก์ ด.ช.มานะผู้ถูกกระทำ ละเมิดนายเพชรจำเลย และนายแพทย์วีระพยานผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานฝ่ายโจทก์ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น พยานโจทก์ทุกคนต่างลืมสาบานตนก่อนการเบิกความโดยที่ฝ่ายจำเลยก็มิได้ทักท้วง หากศาลทำการสืบพยานจำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษา ศาลจะรับฟัง คำเบิกความของพยานโจทก์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงวินิจฉัย
หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 95 – ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใดเว้นแต่บุคคลนั้น
(1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และ
(2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น
ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใด เพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือให้การดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับและข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน
มาตรา 97 – คู่ความฝ่ายหนึ่ง จะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้
มาตรา 98 – คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอ้างบุคคลใดเป็นพยานของตนก็ได้เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในศิลป วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำหรือในกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของพยานอาจเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อความในประเด็น ทั้งนี้ ไม่ว่าพยานจะเป็นผู้มีอาชีพในการนั้นหรือไม่
มาตรา 112 – ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
(3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
(4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ศาลจะรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ได้เฉพาะคำเบิกความของ ด.ช.มานะ เท่านั้น แต่จะรับฟังคำเบิกความของนายปิติ นายเพชร และนายแพทย์วีระไม่ได้






ใส่ความเห็น