📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3111
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3111


ในกรณีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร และฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 – การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่
               (1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป
               (2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ
               (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

มาตรา 84/1 – คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา 183 – ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คำคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้
               ในการสอบถามคู่ความตามวรรคหนึ่ง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความจะยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ในขณะนั้น
               คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้ คือ

  1. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร
  2. ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

คำว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) และ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าโจทก์และจำเลยเป็นทายาทของนายรวย โดยนายรวยมีมรดกเป็นที่ดินมีโฉนด 2 แปลง คือ แปลงเลขที่ 1234 และเลขที่ 5678 แต่เมื่อนายรวยตาย จำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดก จึงได้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของในที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้ ขอให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ตน โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงที่ 1234 นั้น นายรวยให้ตนไว้ตั้งแต่ก่อนตายแล้ว จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกอันต้องแบ่งกับโจทก์ ส่วนที่ดินแปลงที่ 5678 นั้นเป็นมรดกที่โจทก์และจำเลยตกลงกันแล้ว โดยโจทก์ตกลงจะรับเงินไป 1,000,000 บาท และให้จำเลยได้กรรมสิทธิในที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้ ขอให้ศาลยกฟ้องนั้น

จากคำฟ้องของโจทก์ และคำให้การของจำเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. ที่ดินแปลงที่ 1 คือ แปลงเลขที่ 1234 โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายรวยผู้ตายจึงเป็นทรัพย์มรดก แต่จำเลยให้การว่านายรวยได้ให้ตนไว้ตั้งแต่ก่อนตายจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดก ดังนั้น จากคำฟ้องและคำให้การดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินแปลงเลขที่ 1234 เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และถือว่าเป็นคดีโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
  2. ที่ดินแปลงที่ 2 คือ แปลงเลขที่ 5678 โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายรวยผู้ตาย เมื่อจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายรวยผู้ตายและเป็นทรัพย์มรดกจริง จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันต่อไป และไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

แต่การที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 5678 นั้น โจทก์และจำเลยได้ตกลงกัน โดยโจทก์ตกลงจะรับเงินไป 1,000,000 บาท และให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด (เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 5678 ได้มีการแบ่งแยกกันโดยชอบแล้ว) ดังนั้น จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลย โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างแต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับคำคู่ความ ประเด็นข้อพิพาทในกรณีนี้จึงมีประเด็นว่า ที่ดินแปลงเลขที่ 5678 นั้นเป็นการแบ่งมรดกโดยชอบหรือไม่ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 และ มาตรา 183

สรุป คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

  1. ที่ดินแปลงเลขที่ 1234 เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่
  2. ที่ดินแปลงเลขที่ 5678 เป็นการแบ่งมรดกโดยชอบหรือไม่

สำหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่สืบซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

  1. ที่ดินแปลงเลขที่ 1234 เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ จำพวกที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินและตาม ป.พ.พ.มาตรา 1373 ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียน ย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง อีกทั้งโฉนดที่ดินก็เป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง ดังนั้น เมื่อจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดิน จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบจึงตกแก่โจทก์
  2. ที่ดินแปลงเลขที่ 5678 เป็นการแบ่งมรดกโดยชอบหรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่าเป็นการแบ่งทรัพย์มรดกโดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบจึงตกแก่จำเลย

สรุป: คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ดังนี้

  1. ที่ดินแปลงเลขที่ 1234 เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายโจทก์
  2. ที่ดินแปลงเลขที่ 5678 เป็นการแบ่งมรดกโดยชอบหรือไม่ ภาระพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายจำเลย

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 95 – ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใดเว้นแต่บุคคลนั้น
               (1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และ
               (2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น
               ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใด เพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือให้การดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับและข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน

มาตรา 97 – คู่ความฝ่ายหนึ่ง จะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้

มาตรา 98 – คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอ้างบุคคลใดเป็นพยานของตนก็ได้เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในศิลป วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำหรือในกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของพยานอาจเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อความในประเด็น ทั้งนี้ ไม่ว่าพยานจะเป็นผู้มีอาชีพในการนั้นหรือไม่

มาตรา 112 – ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
               (1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
               (2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
               (3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
               (4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: ศาลจะรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ได้เฉพาะคำเบิกความของ ด.ช.มานะ เท่านั้น แต่จะรับฟังคำเบิกความของนายปิติ นายเพชร และนายแพทย์วีระไม่ได้


คำตอบ:

  • (ก) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ได้กำหนดเรื่องการห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบแทนพยานเอกสารไว้ดังนี้ คือ เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีกเว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ
  1. กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่ สามารถนำต้นฉบับมาได้ โดยประการอื่น
  2. พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม
  3. พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน
  4. สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์
  5. คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด
  • (ข) หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

    มาตรา 94 – เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี
                   (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง
                   (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก
                   แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

    คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

    สรุป: ศาลสามารถรับฟังนายชัชชาติที่มาเป็นพยานให้กับฝ่ายจำเลยได้

สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ

ใส่ความเห็น

112,772 views