📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3111
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3111


ข้อ 1: จงตอบคำถามต่อไปนี้

1.1 ประเด็นข้อพิพาทคืออะไร ศาลจะสามารถตั้งประเด็นข้อพิพาทได้อย่างไร และหากคู่ความไม่เห็นด้วยกับการตั้งประเด็นข้อพิพาทของศาลจะต้องทำอย่างไร

1.2 โจทก์ยื่นคำฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยยื่นคำให้การว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ความประมาทเกิดจากฝ่ายโจทก์ กรณีเช่นนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 – คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา 183 – ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คำคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้
               ในการสอบถามคู่ความตามวรรคหนึ่ง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความจะยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ในขณะนั้น
               คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226

คำวินิจฉัย:

1.1 ประเด็นข้อพิพาท คือ ประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างให้คำคู่ความและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ (ป.วิ. แพ่ง มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

ในวันชี้สองสถานให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเกี่ยงที่ปรากฎในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่าย ถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับและไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ. แพ่ง มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

ในกรณีที่คู่ความไม่เห็นด้วยกับการตั้งประเด็นข้อพิพาทของศาล คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยคู่ความที่ไม่เห็นด้วยจะต้องแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้น หรือยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ. แพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม) มิฉะนั้นจะถือว่าสละประเด็นข้อพิพาทนั้น

1.2 กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยยื่นคำให้การว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ความประมาทเกิดจากฝ่ายโจทก์นั้นประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยประมาททำให้โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย แต่จำเลยให้ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ประมาท ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาท แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง ตาม ป.วิ. แพ่ง มาตรา 84/1

สรุป: ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์


ข้อ 2: พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลลงโทษฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำเลยให้การปฏิเสธ ทางพิจารณาโจทก์มีพยานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีความผิด ดังนี้

(1) นายหนึ่งผู้เสียหายเบิกความว่า หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจ นายสองซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของผู้เสียหายบอกแก่ผู้เสียหายว่าเห็นจำเลยซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหาย

(2) นายสองประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติกับผู้เสียหายเบิกความว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ นายสองเห็นจำเลยซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อน แต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน เข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหาย โดยก่อนเบิกความ นายสองไม่ได้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณตน ด้วยความพลั้งเผลอ แต่ได้สาบานตนต่อศาลหลังจากเบิกความเสร็จแล้วทันที ในวันนั้นว่าข้อความที่ตกเบิกความไปแล้วเป็นความจริง

(3) สิบตำรวจโทสามผู้จับกุมจำเลยเบิกความตามบันทึกำการจับกุมที่พยานเป็นผู้ทำขึ้นว่าชั้นจับกุมจำเลยให้ถ้อยคำด้วยความสมัครใจรับว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง รายละเอียดปรากฎตามบันทึกการจับกุมที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ให้วินิจฉัยว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวรับฟังได้หรือไม่

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 95 – ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใดเว้นแต่บุคคลนั้น
               (1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และ
               (2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น
               ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใด เพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือให้การดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับและข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน

มาตรา 112 – ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
               (1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
               (2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
               (3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
               (4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 – วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา 84 – เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้
               (1) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น
               (2) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
               เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7/1 รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ
               ในกรณีที่จำเป็น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับจะจัดการพยาบาลผู้ถูกจับเสียก่อนนำตัวไปส่งตามมาตรานี้ก็ได้
               ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี

มาตรา 226/3 – ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า
               ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
               (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
               (2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
               ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนาม หรือชนิดและลักษณะของพยานบอกเล่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับ และข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ ดังนี้

(1) การที่นายหนึ่งผู้เสียหายเบิกความว่า หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจ นายสองซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของผูั้เสียหาย บอกแก่ผู้เสียหายว่า เห็นจำเลยซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหายย่อมถือว่านายหนึ่งผู้เสียหายทราบข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีจากนายสอง ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า และห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงแวดล้อมที่หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจ นายสองก็บอกแก่ผู้เสียหายว่านายสองเห็นจำเลยซึ่งรู้จักกันมาก่อนโดยไม่ปรากฎว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนด้วย ได้เข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหายไปตามฟ้องจึงเห็นได้ว่านายสองได้บอกแก่ผู้เสียหายพยานโจทก์ในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุเกิด นายสองยังไม่มีโอกาสไตร่ตรองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อปรักปรำใส่ร้าย จำเลยให้ต้องรับโทษ ดังนั้น คำเบิกความของนายหนึ่งพยานโจทก์ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าจึงรับฟังได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3 (1) (คำพิพากษาฎีกาที่ 63/2533)

(2) ตาม ป.วิ. แพ่ง มาตรา 91 ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาได้ด้วย (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15) ได้บัญญัติ หลักเกณฑ์ไว้ว่า พยานบุคคลที่ศาลจะรับฟังนั้นจะต้องสามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และจะต้องเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรงที่เรียกว่าประจักษ์พยาน และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาได้ด้วยเช่นกันนั้น มีหลักเกณฑ์ว่าก่อนเบิกความพยานต้องสาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน พยานบุคคลที่เบิกความโดยมิได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนย่อมรับฟังไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี พยานบุคคลที่เบิกความโดยมิได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนโดยความพลั้งเผลอ หากให้การหรือเบิกความจบแล้ว ได้สาบานรับรองต่อศาลว่าข้อความที่ตนเบิกความไปแล้วเป็นความจริง ถือได้ว่ามีการสาบานตนตามความมุ่งหมายของกฎหมายแล้ว คำเบิกความนั้นรับฟังได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 693/2487 และ 217/2488)

การที่นายสองประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติกับผู้เสียหายนั้น ก็มิได้มีกฎหมายบัญญัติว่าห้ามมิให้รับฟังแต่อย่างใด และหากศาลเห็นว่านายสองเป็นผู้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและชอบด้วยเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่าเป็นจริง ศาลก็มีอำนาจรับฟังคำเบิกความของนายสองได้ (ฎีกาที่ 1351/2539) และแม้ว่านายสองได้เบิกความโดยที่ก่อนเบิกความไม่ได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฎิญาณตนด้วยความพลั้งเผลอก็ตาม แต่เมื่อนายสองได้สาบานตนต่อหน้าศาลหลังจากเบิกความเสร็จแล้วทันทีในวันนั้นว่า ข้อความที่ตนได้เบิกความไปแล้วเป็นความจริง ก็ถือได้ว่ามีการสาบานตนตามความมุ่งหมายของกฎหมายแล้ว คำเบิกความของนายสองประจักษ์พยานโจทก์จึงรับฟังได้

(3) ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคสี่ มีหลักว่า ถ้อยคำที่เป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่า ตนได้กระทำความผิดที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น การที่สิบตำรวจโทสาม ผู้จับกุมจำเลยเบิกความตามบันทึกการจับกุมที่สิบตำรวจโทสามเป็นผู้ทำขึ้นว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้ถ้อยคำ ด้วยความสมัครใจรับว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง ก็เป็นเพียงการยืนยัน ถึงข้อเท็จจริงตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามบทบัญญัติดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1850/2555) คำเบิกความของสิบตำรวจโทสามจึงรับฟังไม่ได้

สรุป: คำเบิกความของนายหนึ่งผู้เสียหายตาม (1) และนายประจักษ์พยานโจทก์ตาม (2) ศาลรับฟังได้ แต่คำเบิกความของสิบตำรวจโทสามพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยตาม (3) รับฟังไม่ได้


ข้อ 3: วันที่ 30 ธันวาคม 2564 นายวันซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลถูกเงินรางวัล 3,000,000 บาท แตี่ยังไม่ได้นำไปขึ้นเงินเพราะถูกกักตัวเนื่องจาก Covid-19 เป็นเวลา 7 วัน นายวันเห็นใน Facebook ของนายทรีได้แชร์ประกาศขายรถยนต์ Porsche Cayenne มือสองของนายทู ราคา 2,5000,000 บาท จึงได้ติดต่อผ่านนายทรีเพื่อขอซื้อรถยนต์จากนายทู นายทูตกลงขายรถยนต์ด้วยวาจาให้กับนายวัน แต่นายวันไม่มีเงินสด ต้องรอนำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขึ้นรางวัลเสียก่อน หลังจากครบกำหนดกักตัว นายทูจึงให้นายวันทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือจำนวน 5,000,000 บาทเพื่อประกันการชำระหนี้ของนายวัน โดยมีนายทรีเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว และนายทูที่ได้ส่งมอบรถยนต์ให้กับนายวันไป

ต่อมานายวันนำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขึ้นเงินรางวัล และโอนเงินจำนวน 2,500,000 บาท ตามราคาขายรถยนต์ให้แก่นายทู นายทูเอาสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกเงิน ตามสัญญากู้ยืมเงินอีก นายวันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายทู สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเกิดจากการประกันหนี้ซื้อขายรถยนต์ และมูลหนี้ซื้อขายรถยนต์ได้ระงับไปแล้ว เช่นนี้

(ก) นายวันจะอ้างนายทรีเป็นพยานบุคคลเพื่อนำสืบว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีเพียง 2,500,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์ที่ซื้อขายกันได้หรือไม่

(ข) นายวันจะอ้างนายทรีเป็นพยานบุคคลเพื่อนำสืบถึงการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ด้วยวาจาระหว่างนายวันกับนายทูได้หรือไม่

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 – เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี
               (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง
               (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก
               แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป:

(ก) นายวันจะอ้างนายทรีเป็นพยานบุคคลเพื่อนำสืบว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีเพียง 2,500,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์ที่ซื้อขายกันไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

(ข) นายวันสามารถอ้างนายทรีเป็นพยานบุคคลเพื่อนำสืบถึงการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ด้วยวาจาระหว่างนายวันกับนายทูได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ

ใส่ความเห็น

114,596 views