LAW3109 (LAW3009)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3109
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3109
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายหนึ่งมีภรรยายโดยชอบด้วยกฎหมายคือนางสอง มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ พระภิกษุเอ นายบี และเด็กหญิงซี ก่อนที่นายหนึ่งจะสมรสกับนางสอง นายหนึ่งมีลูกติดมาคนหนึ่งชื่อนางสาวชมพู แต่นายหนึ่งไม่ได้เลี้ยงดูนางสาวชมพู เพราะนายหนึ่งได้เสียกับนางสาวแดง (มารดานางสาวชมพู) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ในขณะนั้นยังไม่มีรายได้ที่จะส่งเสียนางสาวชมพู อย่างไรก็ดีนายหนึ่งได้แจ้งในใบสูติบัตรว่าตนเองเป็นบิดาและให้นางสาวชมพูใช้นามสกุล หากปรากฎว่านายหนึ่งได้เสียชีวิตลง นายหนึ่งมีทรัพย์มรดกทั้งหมด 15,000,000 บาท และได้ทำพินัยกรรมระบุให้นางสาวแดงได้ทรัพย์มรดก 5,000,000 บาท
ให้ท่านวินิจฉัยว่า ใครเป็นทายาทของนายหนึ่งบ้างและเป็นทายาทประเภทใด และได้ทรัพย์มรดกคนละเท่าไหร่?
มาตรา 1603 – กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม”
ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม”
มาตรา 1620 – ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
มาตรา 1627 – บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 1629 – ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มาตรา 1633 – ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
มาตรา 1635 – ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
(3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม
(4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกทั้งหมด 15 ล้านบาท ได้ทำพินัยกรรมระบุให้นางสาวแดงได้ทรัพย์มรดก 5 ล้านบาทนั้น นางสาวแดงย่อมถือเป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมซึ่งเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมตาม มาตรา 1603 และมีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายหนึ่งจำนวน 5 ล้านบาท ส่วนทรัพย์มรดกของนายหนึ่งอีก 10 ล้านบาท ซึ่งนายหนึ่งมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมว่าจะยกให้แก่ผู้ใดนั้น ต้องนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายหนึ่งต่อไป ตาม มาตรา 1620 วรรคสอง ซึ่งผู้มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่งในฐานะทายาทโดยธรรม ได้แก่ นางสอง ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายในฐานะคู่สมรสตาม มาตรา 1629 วรรคสอง พระภิกษุเอ นายบี และเด็กหญิงซี ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้สืบสันดานตาม มาตรา 1629 (1) โดยพระภิกษุเอนั้น แม้จะเป็นพระภิกษุก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามหรือถูกจำกัดสิทธิในการรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมแต่อย่างใด เพียงแต่ มาตรา 1622 ได้กำหนดไว้ว่า พระภิกษุนั้นจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตาม มาตรา 1754 เท่านั้น
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ก่อนที่นายหนึ่งจะสมรสกับนางสองนั้น นายหนึ่งมีลูกติดคนหนึ่งชื่อ นางสาวชมพู ซึ่งแม้ว่านายหนึ่งจะไม่ได้เลี้ยงดูนางสาวชมพู แต่นายหนึ่งได้แจ้งในสูติบัตรว่าตนเป็นบิดา และให้นางสาวชมพูใช้นามสกุล ย่อมถือว่านางสาวชมพูเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายหนึ่งบิดาได้รับรองโดยพฤตินัย ดังนั้น นางสาวชมพูย่อมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมด้วยตาม มาตรา 1629 (1) ประกอบ มาตรา 1627
เมื่อผู้มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่งในฐานะทายาทโดยธรรมมี 5 คน คือ นางสอง พระภิกษุเอ นายบี เด็กหญิงซี และนางสาวชมพู โดยนางสอง ซึ่งเป็นภริยาของนายหนึ่งนั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1635 (1) ดังนั้น นางสอง พระภิกษุเอ นายบี เด็กหญิงซี และนางสาวชมพู จึงได้รับมรดกในส่วนแบ่งเท่าๆ กัน คือ คนละ 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1633
สรุป: มรดกทั้งหมดของนายหนึ่งจำนวน 15 ล้านบาท จะตกได้แก่
– นางสาวแดง ตามพินัยกรรม 5,000,000 บาท
ส่วนที่เหลืออีก 10,000,000 บาท
– ตกแก่ทายาทโดยธรรม ประกอบด้วย นางสอง พระภิกษุเอ นายบี เด็กหญิงซี นางสาวชมพู คนละ 2,000,000 บาท
ข้อ 2: นายเมฆจดทะเบียนสมรสกับนางฝน มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายหมอกและนายลม นายหมอกอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนางสาวเดือน หลังจากอยู่กินกันได้ 2 เดือน นายหมอกก็เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ นางสาวเดือนไปหาหมอก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้ 3 อาทิตย์ ส่วนนายลมจดทะเบียนรับ ด.ญ. ฟ้า มาเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานายลมเดินทางไปหานายหมอกที่ต่างประเทศ นายหมอกและนายลมประสบอุบัติเหตุในต่างประเทศและถึงแก่ความตาย พอนายเมฆทราบข่าวก็หัวใจวายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนางสาวเดือนคลอดบุตรออกมาชื่อว่า ด.ญ. ดาว ภายใน 310 วัน นับแต่เวลาที่นายหมอกถึงแก่ความตาย นายเมฆมีมรดกเป็นเงินสดจำนวน 1,000,000 บาท จงแบ่งมรดกของนายเมฆ
มาตรา 1604 – บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวันนับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น เป็นทารกในครรภ์มารดาอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
มาตรา 1627 – บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 1629 – ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มาตรา 1633 – ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
มาตรา 1639 – ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
มาตรา 1643 – สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: มรดกของนายเมฆทั้งหมดจำนวน 1 ล้านบาท ตกแก่นางฝนแต่เพียงผู้เดียว
ข้อ 3: นายมนัสกับนางมณีเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน คือ นายมิ่งและนายมิตร มารดาถึงแก่ความตายแล้ว นายมิ่งมีนางแดงเป็นภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร 1 คน คือ เด็กหญิงสวย ซึ่งนายมิ่งให้ใช้นามสกุลและส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาตลอดมา นายมิตรติดการพนัน นายมนัสจึงประกาศด้วยวาจาต่อญาติทุกคนว่าขอตัดนายมิตรมิให้รับมรดกของตน ต่อมานายมิ่งใช้อาวุธปืนยิงนายมนัสโดยเจตนาฆ่า เนื่องจากไม่พถอใจที่ขอเงินแล้วนายมนัสปฏิเสธ แต่นายมนัสไม่ถึงแก่ความตาย ศาลพิพากษาลงโทษนายมิ่งในความผิดฐานพยายามฆ่านายมนัส คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้น 3 ปี นายมนัสป่วยและถึงแก่ความตาย โดยทรัพย์มรดกเป็นเงินสด 6,000,000 บาท ดังนี้ จะแบ่งมรดกของนายมนัสอย่างไร
มาตรา 1606 – บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ
(1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ
(3)1 ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นคู่สมรสหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง
(4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น
(5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด
เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
มาตรา 1608 – เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง
(1) โดยพินัยกรรม
(2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน
แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก
มาตรา 1627 – บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 1629 – ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มาตรา 1633 – ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
มาตรา 1635 – ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
(3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม
(4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด
มาตรา 1639 – ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
มาตรา 1643 – สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมนัสกับนางมณีเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตร 2 คน คือ นายมิ่งและนายมิตร เมื่อนายมนัสถึงแก่ความตาย มรดกของนายมนัสซึ่งเป็นเงินสดจำนวน 6 ล้านบาท ย่อมตกแก่ ผู้เป็นทายาทโดยธรรม ได้แก่ นายมิ่งและนายมิตร บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1626 (1) และนางมณี ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคสอง โดยนางมณีมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร ตาม มาตรา 1635 (1) ดังนั้น นางมณี นายมิ่งและนายมิตร จะได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน ตาม มาตรา 1633 คือ ได้รับคนละ 2,000,000 บาท
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า นายมิ่งใช้อาวุธปืนยิงนายมนัสเจ้ามรดกโดยเจตนาฆ่า แต่นายมนัสไม่ถึงแก่ความตาย และศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายมิ่งในความผิดฐานพยายามฆ่านายมนัส คดีถึงที่สุดแล้ว นายมิ่งจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม มาตรา 1606 (1) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนายมิ่งถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย แต่นายมิ่งผู้สืบสันดาน คือ เด็กหญิงสวย ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมาย แต่นายมิ่งบิดาให้การรับรองโดยพฤตินัยแล้ว ด้วยการให้ใช้นามสกุลและส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาตลอดมาตาม มาตรา 1627 เด็กหญิงสวยจึงเป็นผู้สืบสันดารโดยตรงของนายมิ่ง ดังนั้น เด็กหญิงสวยจึงมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นายมิ่งได้ตาม มาตรา 1639 และ มาตรา 1643 คือ จะได้รับมรดกของนายมนัสจำนวน 2,000,000 บาท
ส่วนนายมิตรนั้น แม้นายมนัสจะประกาศตัดมิให้นายมิตรได้รับมรดกของนายมนัส แต่การตัดมิให้นายมิตรได้รับมรดกนั้น นายมนัสได้พูดด้วยวาจามิได้แสดงเจตนาชัดแจ้งโดยพินัยกรรม หรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1608 การตัดมิให้นายมิตรรับมรดกของนายมนัสจึงไม่มีผลเป็นการตัดมิให้รับมรดก นายมิตรจึงยังคงมีสิทธิได้รับมรดกของนายมนัสจำนวน 2,000,000 บาท เช่นเดิม
สำหรับนางแดง มิใช่ทายาทโดยธรรนมของนายมนัสเจ้ามรดก ตาม มาตรา 1629 จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายมนัส
สรุป: มรดกของนายมนัสจำนวน 6 ล้านบาท จะตกแก่ นางมณี เด็กหญิงสวย และนายมิตร คนละ 2 ล้านบาท
ข้อ 4: นายเสือและนางแมวมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือ นายสิงห์ นายสิงห์จดทะเบียนสมรสกับนางหนู มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายเป็ด ต่อมานายสิงห์และนางหนูทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทั้งสองจึงจดทะเบียนหย่ากันตามกฎหมาย หลังจากนั้นนายสิงห์ได้จดทะเบียนรับนางเจี๊ยบหลานสาวมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย นางเจี๊ยบมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ ด.ช.ไก่ ต่อมานางเจี๊ยบประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายสิงห์ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 600,000 บาท ให้กับนายเป็ด ส่วนทรัพย์มรดกอื่น ๆ ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้ใคร นายสิงห์ถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดิน 1 แปลง ตามพินัยกรรมและมีเงินสด 300,000 บาท นายเป็ดพบพินัยกรรมของนายสิงห์ นายเป็ดได้แก้ข้อความในพินัยกรรมเป็นว่านายสิงห์ยกที่ดินและเงินสดทั้งหมดให้แก่ตนแต่เพียงผู้เดียว
ดังนี้ ให้ท่านแบ่งมรดกของนายสิงห์
มาตรา 1606 – บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ
(5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด
เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
มาตรา 1620 – ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
มาตรา 1627 – บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 1629 – ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มาตรา 1630 – ราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสาย แล้วแต่กรณี ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย
แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามาดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
มาตรา 1639 – ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
มาตรา 1643 – สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่
มาตรา 1699 – ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดิน แล้วแต่กรณี
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายสิงห์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายสิงห์มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 600,000 บาท ที่นายสิงห์ได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่นายเป็ด และเงินสดจำนวน 300,000 บาท นั้น เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่านายเป็ดได้ปลอมพินัยกรรมโดยแก้ไขข้อความในพินัยกรรมเป็นว่า นายสิงห์ได้ยกที่ดินและเงินสดทั้งหมดให้แก่ตนแต่เพียงผู้เดียวนั้น นายเป็ดย่อมถูกกำจัดมิให้รับมรดกทั้งหมดของนายสิงห์ฐานเป็น ผู้ไม่สมควร ตาม มาตรา 1606 (5) ดังนั้น ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 600,000 บาท ให้แก่นายเป็ดจึงไม่มีผลบังคับ จึงต้องนำที่ดินมูลค่า 600,000 บาท และทรัพย์นอกพินัยกรรม คือ เงินสดจำนวน 300,000 บาท ไปแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายสิงห์ต่อไปตาม มาตรา 1620 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 1699 และทายาทโดยธรรมของนายสิงห์ที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายสิงห์ ได้แก่ นางเจี๊ยบ บุตรบุญธรรมในฐานะผู้สืบสันดานตาม มาตรา 1629 (1) ประกอบ มาตรา 1627 และนายเสือกับนางแมว ซึ่งเป็นบิดามารดาตาม มาตรา 1629 (2) เนื่องจากตาม มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง นั้น จะไม่ใช้บังคับในกรณีที่เจ้ามรดกมีทายาทตาม มาตรา 1629 (1) คือผู้สืบสันดานยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่และบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนี้ให้บิดามารดา ได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร (มาตรา 1630 วรรคสอง) ดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายสิงห์ทั้งหมด 900,000 บาท จึงตกแก่นางเจี๊ยบ นายเสือ และนางแมว คนละ 300,000 บาท ส่วนนางหนูซึ่งได้จดทะเบียนหย่ากับนายสิงห์แล้ว จึงไม่มีสิทธิรับมรดก
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฎว่านางเจี๊ยบซึ่งเป็นทายาทตาม มาตรา 1629 (1) ได้ถึงแก่ความตาย ก่อนเจ้ามรดกตาย เมื่อนางเจี๊ยบมีบุตร คือ ด.ช.ไก่ ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง ดังนั้น ด.ช.ไก่ จึงมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นางเจี๊ยบในส่วนที่นางเจี๊ยบจะได้รับ คือ 300,000 บาท ได้ตาม มาตรา 1639 และ มาตรา 1643
ดังนั้น มรดกของนายสิงห์ คือ ที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 600,000 บาท และเงินสดจำนวน 300,000 บาท จึงตกแก่นายเสือ นางแมว และ ด.ช.ไก่ คนละ 100,000 บาท
สรุป: มรดกทั้งหมดของนางสิงห์จึงตกแก่ นายเสือ นางแมว และ ด.ช.ไก่ คนละ 100,000 บาท






ใส่ความเห็น