LAW3108 (LAW3008)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3108
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3108
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
📝 ไฟล์เรียนรู้เพิ่มเติม
– สถาบันนิติธรรมาลัย
– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับอัพเดตล่าสุด)
ข้อ 1: นายโหระพาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า นายชะอมชิงทรัพย์ของตน ขอให้ดำเนินคดีแก่นายชะอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว สรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปให้พนักงานอัยการ พนักงานอัยการเห็นว่าคววามผิดที่นายชะอมกระทำเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 มิใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่นายโหระพามาร้องทุกข์ พนักงานอัยการจึงยื่นฟ้องนายชะอมในข้อหากรรโชก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (พนักงานอัยการบรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) เมื่อศาลได้ตรวจคำฟ้องของพนักงานอัยการแล้วเห็นว่ายื่นฟ้องถูกต้องตามเขตอำนาจศาล และทำคำฟ้องถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบัญญัติจึงประทับฟ้องไว้พิจารณา
ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นกำลังพิจารณาคดีของพนักงานอัยการ นายโหระพาซึ่งไม่เห็นด้วยกับพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องนายชะอมในข้อหากรรโชก นายโหระพาจึงนำคดีมายื่นฟ้องนายชะอมในข้อหาชิงทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (นายโหระพาบรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) นายดีเยี่ยมผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้พิพากษาเวรรับฟ้องได้ตรวจคำฟ้องของนายโหระพาแล้วเห็นว่ายื่นฟ้องถูกต้องตามเขตอำนาจศาล และทำคำฟ้องถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ อีกทั้งไม่ปรากฎว่านายโหระพายื่นฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ รวมถึงไม่ปรากฎว่านายโหระพาเคยจงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และมีความเห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายชะอมเป็นจำเลยด้วยแล้ว จึงสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อน ดังนี้ สั่งประทับฟ้องดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 162 – ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้
(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ให้จัดการตามอนุมาตรา (2)
(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้
ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณา
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: การสั่งประทับฟ้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 2: พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาพยายามชิงทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบมาตรา 80 (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ จำเลยตอบว่ามีทนายความแล้ว หลังจากนั้นศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ขอสืบพยาน
ดังนี้ ศาลจะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 80 – ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 339 – ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
ถ้าความผิดนั้นเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดแห่งมาตรา 335 หรือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
มาตรา 176 – ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณื การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาพยายามชิงทรัพย์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 339 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปีนั้น จึงมิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
สรุป: ศาลจะพิพากษาคดีนี้โดยไม่สืบพยานหลักฐานได้
ข้อ 3: ในคดีอาญาเรื่องหนึ่งนายไมโลเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาเงินของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไปจำนวน 100,000 บาท ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) (ฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าตนมิได้กระทำผิด ศาลพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่านายไมโลโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้ใช้ให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไปรับเงินจากลูกค้า จำนวน 100,000 บาท แต่จำเลยกลับเอาเงินไปใช้ส่วนตัวไม่ส่งมอบให้โจทก์การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องแต่เป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
มาตรา 192 – ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้
ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอกตาม ป.อาญา มาตรา 352 ได้
ข้อ 4: พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ในระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยมิได้ดำเนินการโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณารับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ลงโทษจำคุก 1 ปี โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม พร้อมกับยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
มาตรา 193 ทวิ – ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
(1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก
(2) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
(3) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ
(4) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท
มาตรา 196 – คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาไม่ได้ ต้องห้ามตามป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ แต่สามารถรับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นของจำเลยไว้พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ (2) และสามารถรับอุทธรณ์ในส่วนของการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมไว้พิจารณาได้ตามป.วิ.อาญา มาตรา 196






ใส่ความเห็น