LAW3108 (LAW3008)

📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3108
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3108

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


📝 ไฟล์เรียนรู้เพิ่มเติม
สถาบันนิติธรรมาลัย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับอัพเดตล่าสุด)

ข้อ 1: นายเขียวเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายดำข้อหาลักทรัพย์นายเขียว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (นายเขียวบรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่านายเขียวยื่นฟ้องถูกเขตอำนาจศาลและทำคำฟ้องถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ อีกทั้ง ไม่ปรากฎว่านายเขียวยื่นฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ รวมถึงไม่ปรากฎว่า นายเขียวเคยจงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่น ซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายเขียวเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หลังจากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีนี้มีมูลจึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

เมื่อศาลพิจารณาคดีเสร็จแล้วจึงนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 แต่เมื่อถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษา นายดำไม่มาศาล ศาลเห็นว่านายดำจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาจึงออกหมายจับ หลังจากออกหมายจับแล้ว ไม่ได้ตัวนายดำมาภายใน 1 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังนายดำในวันที่ 3 สิงหาคม 2564 โดยพิพากษาจำคุกนายดำ 3 ปี และปรับ 60,000 บาท เมื่อครบกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง ไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุด

หลังจากนั้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2564 นายดำซึ่งกำลังหลบหนีได้มอบให้ทนายความมายื่นฟ้องนายเขียวต่อศาล ข้อหาหมิ่นประมาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 6 (โจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยกฎหมายทุกประการ) ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่านายดำยื่นฟ้องถูกเขตอำนาจศาลและคำฟ้องถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบัญญัติแต่นายดำเคยจงใจฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นจึงยกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง

ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีนี้โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 161/1 – ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก
               การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายดำข้อหาลักทรัพย์นายเขียว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีนี้มีมูลจึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และเมื่อศาลพิจารณาคดีเสร็จแล้วจึงนัดอ่านคำพิพากษา แต่เมื่อถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษา นายดำไม่มาศาล ศาลเห็นว่านายดำจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาจึงออกหมายจับ หลังออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวนายดำภายใน 1 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังนายดำ โดยพิพากษาจำคุกนายดำ 3 ปี และปรับ 60,000 บาท และคดีถึงที่สุดแล้วนั้น

ต่อมาการที่นายดำซึ่งกำลังหลบหนีได้มอบให้ทนายความมายื่นฟ้องนายเขียวต่อศาลข้อหาหมิ่นประมาท ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอษยา มาตรา 326 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่านายดำ จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรคดีที่นายดำมอบให้ทนายความยื่นฟ้องนายเขียวในข้อหาหมิ่นประมาท จึงถือว่าเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะยกฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องตามป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีนี้โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป: การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีนี้โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ 2: พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 (ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท) ในวันนัดพิจารณา โจทก์ จำเลย ทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ศาลชั้นต้นและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโ๗ทก์ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ขอเลื่อนคดี โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้น ขอนำสิบตำรวจโทสมาน เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวแก่จำเลยที่ 2 ที่มาศาล เข้าสืบเป็นพยานโจทก์ปากแรก ศาลชั้นต้นสอบจำเลยที่ 1 แล้วแถลงว่าไม่ทราบสาเหตุที่ทนายจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และไม่ค้านที่โจทก์ขอนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นจึงให้โจทก์นำสิบตำรวจโทสมาน เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์จนแล้วเสร็จ และได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทสมานว่า สิบตำรวจโทสมานจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปในเวลาเดียวกันกับที่จับจำเลยที่ 1 ได้ ให้วินิจฉัยว่า

(ก) การสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทนายความมาศาลชอบหรือไม่

(ข) ศาลจะรับฟ้องคำเบิกความของสิบตำรวจโทสมานประกอบคดีของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่

มาตรา 172 – การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
               เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดำเนินการพิจารณาต่อไป
               ในการสืบพยาน เมื่อได้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย ภาวะแห่งจิตของพยานหรือความเกรงกลัวที่พยานมีต่อจำเลยแล้ว จะดำเนินการโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลยก็ได้ซึ่งอาจกระทำโดยการใช้โทรทัศน์วงจรปิด สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา และจะให้สอบถามผ่านนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลอื่นที่พยานไว้วางใจด้วยก็ได้
               ในการสืบพยาน ให้มีการบันทึกคำเบิกความพยานโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุ ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกเป็นภาพและเสียงซึ่งสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องของการบันทึกได้ และให้ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาใช้การบันทึกดังกล่าวประกอบการพิจารณาคดีด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา
               ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาตามวรรคสามและวรรคสี่ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา 172 ทวิ – ภายหลังที่ศาลได้ดำเนินการตามมาตรา 172 วรรค 2 แล้ว เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ในกรณี ดังต่อไปนี้
               (1) ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสิบปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน
               (2) ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจตามคำแถลงของโจทก์ว่า การพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใด ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยคนนั้นก็ได้
               (3) ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลเห็นสมควรจะพิจารณาและสืบพยานจำเลยคนหนึ่ง ๆ ลับหลังจำเลยคนอื่นก็ได้
               (4) จำเลยไม่อาจมาฟังการพิจารณาและสืบพยานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เมื่อจำเลยมีทนายความและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน
               (5) ในระหว่างการพิจารณาและสืบพยาน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณาเพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล
               ในคดีที่ศาลพิจารณาและสืบพยานตาม (2) หรือ (3) ลับหลังจำเลยคนใด ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ห้ามมิให้ศาลรับฟังการพิจารณา และการสืบพยาน ที่กระทำลับหลังนั้นเป็นผลเสียหายแก่จำเลยคนนั้น

มาตรา 174 – ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีโจทก์ คือแถลงถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ
               เมื่อสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยมีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีจำเลย โดยแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายซึ่งตั้งใจอ้างอิง ทั้งแสดงพยานหลักฐานที่จะนำสืบ เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ
               เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยมีอำนาจแถลงปิดคดีของตนด้วยปาก หรือหนังสือหรือทั้งสองอย่าง
               ในระหว่างพิจารณา ถ้าศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหรือทำการอะไรอีกจะสั่งงดพยานหรือการนั้นเสียก็ได้

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป:
(ก) การสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้นดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทนายความมาศาลชอบด้วยกฎหมาย
(ข) ศาลจะรับฟ้องคำเบิกความของสิบตำรวจโทสมานประกอบคดีของจำเลยที่ 2 ไม่ได้


ข้อ 3: พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์รถยนต์ของกลางคันหมายเลขทะเบียน วจ 2244 กรุงเทพมหานคร ของนางสาวกะรัตผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนตีศีรษะนางสาวกะรัตได้รับบาดเจ็บเพื่อให้นางสาวกะรัตส่งมอบรถยนต์ของกลางคันดังกล่าวให้ ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (ฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าตนมิได้กระทำผิด ทางพิจารณาฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางมิใช่เป็นของนางสาวกะรัต แต่เป็นของจำเลยที่นางสาวกะรัตยืมไปใช้แล้วไม่ยอมส่งคืน จำเลยทวงถามให้ นางสาวกะรัตคืนรถยนต์หลายครั้งแต่นางสาวกะรัตเพิกเฉย ทำให้จำเลยโกรธ ในวันเกิดเหตุ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนตีศีรษะนางสาวกะรัตได้รับบาดเจ็บสาหัด ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8)

ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลมิได้หลงต่อสู้

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เพราะอะไร

มาตรา 192 – ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
               ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้
               ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้
               ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ
               ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
               ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ของกลางของนางสาวกะรัตผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนตีศีรษะนางสาวกะรัตได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้นางสาวกะรัตส่งมอบรถยนต์ของกลางคันดังกล่าวให้ ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าตนมิได้กระทำผิดนั้น ความผิดตามฟ้องฐานชิงทรัพย์ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง รวมการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และการทำร้ายร่างกาย (ประทุษร้าย) เพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นเป็นไปตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 295 อยู่ในตัว

เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า รถยนต์ของกลางมิใช่ของนางสาวกะรัต แต่เป็นของจำเลยที่นางสาวกะรัตยืมไปใช้แล้วไม่ยอมส่งคืน จำเลยทวงถามให้นางสาวกะรัตคืนรถยนต์หลายครั้ง แต่นางสาวกะรัตเพิกเฉย จำเลยโกรธ ในวันเกิดเหตุจำเลยจึงใช้อาวุธปืนตีศีรษะนางสาวกะรัตได้รับบาดเจ็บสาหัส ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา 297 (8) ศาลจึงไม่สามารถพิพากษาลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องได้ แต่สามารถพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหก อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลย ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) เนื่องจากการที่จำเลยทำร้ายร่างกายนางสาวกะรัตได้รับบาดเจ็บสาหัส ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วันนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้ลงโทษเกินคำขอตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

สรุป: ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น


ข้อ 4: โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันถีบประตูหน้าบ้านผู้เสียหายพัง และบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ขอให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี บทหนึ่ง และ เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งมี อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี อีกบทหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงลำพังคนเดียวกระทำผิดฐานบุกรุกเพียงบทเดียว หาได้ถีบประตูบ้านผู้เสียหายพัง อันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ อีกบทหนึ่งไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี โดยให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน ต่อหาความผิดอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

(ก) โจทก์อุทธรณืว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 2 ร่วมกันกระทำผิดจริง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 2 ตามฟ้อง

(ข) จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิด ขอให้ศาลยกฟ้อง โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามข้อ (ก) และสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อ (ข) ไว้พิจารณาหรือไม่

มาตรา 15 – วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา 193 ทวิ – ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
               (1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก
               (2) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
               (3) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ
               (1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท

มาตรา 193 ตรี – ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป

มาตรา 225 – ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย
               ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้น เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ตาม (ก) นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ซึ่งอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี แม้ทางพิจารณาจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดโดยลำพังคนเดียว จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำผิดด้วยจึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 262 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิก็ตาม แต่การพิจารณา อัตราโทษต้องห้ามอุทธรณ์ ตามมาตรา 193 ทวินั้น ต้องพิจาณราจากอัตราโทษในความผิดที่โจทก์ฟ้อง หาใช่พิจารณาจากอัตราโทษในความผิดที่พิจารณาได้ความไม่ เมื่อปรากฎว่าโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ

ส่วนข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 นั้น แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ซึ่งเป็นบทหนักที่มีอัตราโทษไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานทำให้เสียทรนัพย์เป็นบทเบาก็พลอยไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย ดังนั้น แม้การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 2 ร่วมกันกระทำความผิดจริงอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นจะเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม อุทธรณ์ของโจทก์ก็ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลจึงต้องสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

(ข) ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น แม้ไม่เข้าเกณฑ์ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิก็ตาม แต่เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่าคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 กลับอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นขึ้นกล่าวอ้างในการอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อาญามาตรา 15 และแม้ว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ก็ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ตรี ซค่งระบุให้มีการอนุญาหรือรับรองให้อุทธรณ์ได้เฉพาะแต่ในคดีซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิเท่านั้น ถ้าเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติตมาตราอื่นนอกจากมาตรา 193 ทวิ จะมีการอนุญาติหรือรับรองให้อุทธรณ์ไม่ได้ ดังนั้น ศาลจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจาณาไม่ได้

สรุป: ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามข้อ (ก) ไว้พิจารณาได้ แต่จะสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อ (ข) ไว้พิจารณาไม่ได้


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
attorney285
หนังสือ
Attorney285
sheet and book
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ใส่ความเห็น

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,035 views