LAW3107 (LAW3007)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3107
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3106
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้คืนแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยยื่นคำให้การอ้างว่า จำเลยชำระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีหลักฐานการชำระหนี้คืนแก่โจทก์ที่จำเลยหามาแสดงต่อศาลได้เป็นจำนวน 50,000 บาท จึงมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องการยื่นอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 50,000 บาทนั้น โจทก์ได้มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จำเลยตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ จึงรวมถึงดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล ขอให้ศาลอุทธณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น โดยมีนายหมอกผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
มาตรา 224 – ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง
มาตรา 225 – ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย
ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้น เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้
คำวินิจฉัย: ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้คืนแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้คืนแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยยื่นคำให้การอ้างว่า จำเลยชำระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ความว่า จำเลยมีหลักฐานการชำระหนี้คืนโจทก์ที่จำเลยหามาแสดงต่อศาลได้เป็นจำนวน 50,000 บาท จึงพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาทนั้น การที่จำเลยไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องการยื่นอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคำพิพากษา 50,000 บาท โจทก์มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จำเลยตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะมาฟ้องนั้น คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยไม่เกิน 50,000 บาท แต่เมื่อนายหมอกผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ได้รับรองว่า มีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนั้น โดยหลักแล้ว จำเลยย่อมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ตามมาตรา 224
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์ คือ หนี้ตามคำพิพากษา 50,000 บาท โจทก์มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จำเลยนั้นเป็นประเด็นที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น อีกทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 225 ดังนั้น จำเลยจึงอุทธรณ์ไม่ได้
สรุป: จำเลยจะอุทธรณ์ไม่ได้
ข้อ 2: โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยยื่นคำให้การว่าจำเลยไม่ได้ทำละเมิดและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องทันที ต่อมาจำเลยยื่นคำขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ในปัญหาเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจริง ศาลจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษายกฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า
(1) โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมทันทีในระหว่างพิจารณาคดีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
(2) โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
มาตรา 24 – เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไปศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น
ถ้าศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้
คำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247
มาตรา 226 – ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228
(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา
(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
มาตรา 227 – คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี
มาตรา 229 – การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 235 และ 236
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
(1) การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยยื่นคำให้การว่าจำเลยไม่ได้ทำละเมิดและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลได้ไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวนั้น คำสั่งยกคำร้อง ขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมนั้น ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะเป็นคำสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินคดี และเมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล และไม่ใช่คำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227 และ 228 ดังนั้น โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทันทีในระหว่างพิจารณาคดีไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 226
(2) การที่จำเลยยื่นคำขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจริง ศาลจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษายกฟ้อง คำสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นถือเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหา ข้อกฎหมายตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 227 และมาตรา 229
สรุป:
(1) โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมทันทีในระหว่างพิจารณาคดีไม่ได้
(2) โจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง
ข้อ 3: โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายอ้างว่าโจทก์อนุญาติให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ บัดนี้โจทก์ประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดินเอง แต่จำเลยไม่ยอมคืนที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินของโจทก์โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเวลากว่าสิบปี ไม่เคยขออนุญาติจากโจทก์ ที่ดินตามฟ้องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 400,000 บาท ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า โ๗ทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทั้งจำเลยได้ปิดประกาศขายหน้าดินเพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยกระทำการดังกล่าวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วมีคำสั่งอนุญาติตามคำร้องของโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า
(1) ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟังคำคัดค้านของจำเลยก่อนเป็นการไม่ชอบ
(2) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้จำเลยประกาศขายหน้าดินไม่ชอบ เพราะไม่เกี่ยวกับคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์
ให้วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นตาม (1) และ (2) ในแต่ละกรณีฟังขึ้นหรือไม่?
มาตรา 254 – ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย หรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(3) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(4) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้
มาตรา 256 – ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 254 (2) หรือ (3) ถ้าศาลเห็นว่าหากให้โอกาสจำเลยคัดค้านก่อนจะไม่เสียหายแก่โจทก์ ก็ให้ศาลแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาพร้อมทั้งส่งสำเนาคำขอให้แก่จำเลยโดยทางเจ้าพนักงานศาล จำเลยจะเสนอข้อคัดค้านของตนในการที่ศาลนั่งพิจารณาคำขอนั้นก็ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: คำร้องขอของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นตาม (1) และ (2) ฟังไม่ขึ้นทั้ง 2 กรณี
ข้อ 4: ศาลแพ่งพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 111 และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
(1) นายสมานยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 111 ให้แก่นายสมานโดยได้จดทะเบียนซื้อขายกันตามกฎหมายแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายสมานเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน
(2) นายรวยยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า นายรวยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่นายรวย 30,000 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระหนี้แก่นายรวย และไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ ทำให้นายรวยเสียประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายรวยใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยให้ชำระเงิน 30,000 บาท แก่นายรวย
ให้วินิจฉัยว่า ศาลแพ่งจะรับคำร้องตาม (1) และ (2) แต่ละกรณีของนายสมานและนายรวยไว้พิจารณาหรือไม่?
มาตรา 274 – ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้
ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้
ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นการให้ชำระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีอำนาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วแต่กรณี โดยการร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: ศาลแพ่งจะรับคำร้องขอตาม (1) และ (2) ของนายสมานและนายรวยไว้พิจารณาไม่ได้






ใส่ความเห็น