LAW3106 (LAW3006)

📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3106
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3106

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


📝 ไฟล์เรียนรู้เพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับอัพเดตล่าสุด)

ข้อ 1: นายลักษณ์กับนายปรายอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรชายคือนายช้าง อายุ 20 ปี ต่อมานายคทายักยอกเงินของนายลักษณ์ไปจำนวน 1,000,000 บาท นายลักษณ์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายคทาในข้อหายักยอกทรัพย์ และวันรุ่งขึ้นนายลักษณ์เป็นโจทก์ฟ้องนายคทาเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ หลังจากนั้น 1 เดือน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จ จึงส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายคทาในข้อหายักยอกทรัพย์อีกคดีหนึ่ง ต่อมานายลักษณ์เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง

ให้วินิจฉัยว่า
(ก) นายปรายสามารถดำเนินคดีแทนนายลักษณ์ที่นายลักษณ์เป็นโจทก์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
(ข) นายช้างยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 2 – ในประมวลกฎหมายนี้
                  (4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5, และ 6

มาตรา 5 – บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
                 (2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

มาตรา 29 – เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาร สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้
                 ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้

มาตรา 30 – คดีอาญาใดที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป:
(ก) นางปรายไม่สามารถดำเนินคดีแทนนายลักษณ์ในคดีที่นายลักษณ์เป็นโจทก์ได้
(ข) นายช้างจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้


ข้อ 2: นายมะม่วงจอดรถขวางหน้าบ้านของนายตำลึงจึงเกิดการโต้เถียงกัน และนายตำลึงชกนายมะม่วงหนึ่งครั้งเป็นรอยช้ำที่โหนกแก้ม นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายตำลึงในข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงกำหนดค่าปรับ 3,000 บาท และนายตำลึงจ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้ว สามวันต่อมา นายมะม่วงจอดรถขวางหน้าบ้านของนายตำลึงเช่นเดิม นายตำลึงโมโหจึงใช้ท่อนไม้ทุบรถของนายมะม่วงจนกระจกหน้ารถแตก นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายตำลึง ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จจึงส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ต่อมานายมะม่วงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาติให้นายมะม่วงเป็นโจทก์ร่วม หลังจากนั้นหนึ่งเดือน นายมะม่วงยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำร้ายร่างกายและข้อหาทำให้เสียทรัพย์อีกคดีหนึ่ง

ให้วินิจฉัยว่า นายมะม่วงฟ้องนายตำลึงได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 15 – วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา 39 – สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
              (3) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา 37

มาตรา 173 (พิจารณาความแพ่ง) – เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น
นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
             (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ
             (2) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

คดีที่ 1 – การที่นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายตำลึงในข้อหาทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งถือเป็นความผิดลหุโทษ จึงกำหนดค่าปรับ 3,000 บาท และนายตำลึงจึงจ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้วนั้น ย่อมมีผลทำให้คดีอาญาเลิกกัน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 37 (2) ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (3) ดังนั้น นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำร้ายร่างกายไม่ได้

คดีที่ 2 – การที่นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายตำลึงในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จจึงส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ต่อมานายมะม่วงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลมีคำสั่งอนุญาติให้นายมะม่วงเป็นโจทก์ร่วมนั้น ย่อมถือว่าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนั้น นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำให้เสียทรัพย์อีกไม่ได้ เพราะจะเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15

สรุป: นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตำลึงในข้อหาทำร้ายร่างกายไม่ได้ และจะยื่นฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์อีกคดีหนึ่งไม่ได้


ข้อ 3: พ.ต.ต.กล้าหาญ เห็นนายเทายกปืนขึ้นเล็งไปที่นายโหระพา โดยทั้งนายเทาและนายโหระพายืนอยู่ตรงทางสาธารณะ พ.ต.ต.กล้าหาญ จึงแจ้งนายเทาว่าต้องถูกจับและทำการจับนายเทาทันที โดยที่ไม่มีหมายจับ

ดังนี้ การจับของ พ.ต.ต.กล้าหาญ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 78 – พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
            (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80
            (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
            (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
            (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117

มาตรา 80 – ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ
            อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาดังระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้าในกรณีดังนี้
            (1) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดังผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
            (2) เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: การจับของ พ.ต.ต.กล้าหาญชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ 4: นายลองกองร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายกะเพราโดยกล่าวหาว่า วันเกิดเหตุขณะที่นายลองกองยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านของนายลองกอง นายกะเพราเดินเข้ามาทำร้ายนายลองกอง และเอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทของนายลองกองไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายกะเพรา ได้ตามหมายจับและแจ้งข้อหาชิงทรัพย์กับแจ้งสิทธิตามกฎหมายชั้นจับกุมให้นายกะเพราทราบ นายกะเพรารับสารภาพและแจ้งว่าได้เก็บสร้อยคอทองคำของนายลองกองไว้ในตู้เสื้อผ้าภายในบ้านของนายกะเพรา เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การของนายกะเพราไว้ในบันทึกการจับกุมและยึดสร้อยคอทองคำเป็นของกลาง

ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดา-มารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่านายกะเพราทำผิด หลังจากนั้น จึงแจ้งข้อหาชิงทรัพย์ และถามคำให้การนายกะเพรา (ก่อนเริ่มถามคำให้การ พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 – 134/4 ครบถ้วนทุกประการ) จากการสอบสวนได้ความว่า นอกจากนายกะเพราแล้วยังมีนายตะไคร้ และ นายชะพลู ร่วมกระทำความผิดด้วย แต่นายตะไคร้และนายชะพลูหลบหนีไปได้ เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว มีความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องนายกะเพราฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ต่อมา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายกะเพราในความผิดฐานดังกล่าว

นายกะเพราให้การปฏิเสธ โดยต่อสู้ว่า ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เจ้าพนักงานมิได้แจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ให้นายกะเพราทราบมาก่อน เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนายกะเพราในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ขอให้ยกฟ้อง

ดังนี้ ข้อต่อสู้ของนายกะเพราฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 120 – ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา 134 – เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฎว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ
           การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น
           ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม
           พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้
           เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราว หรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้

คำวินิจฉัย: ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นการสอบสวนถือเป็นเพียงการรวบรวมหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ และการแจ้งข้อกล่าวหาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134 ก็ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดแม้เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่เมื่อการสอบสวนปรากฎว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นมาแล้วแต่แรก

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ แม้ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนและแจ้งข้อหาแก่นายกะเพราฐานชิงทรัพย์ แต่เมื่อพนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าการกระทำความผิดของนายกะเพราเข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องนายกะเพราในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 เพราะถือว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายมาแล้วแต่แรกนั่นเอง ดังนั้น ข้อต่อสู้ของนายกะเพราจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป: ข้อต่อสู้ของนายกะเพราฟังไม่ขึ้น


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
attorney285
หนังสือ
Attorney285
sheet and book
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ใส่ความเห็น

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,051 views