LAW3106 (LAW3006)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3106
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3106
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
📝 ไฟล์เรียนรู้เพิ่มเติม
– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับอัพเดตล่าสุด)
ข้อ 1: นายชิตขับรถจักรยานยนต์อยู่บนขอบทางตามรถกระบะของนายชัยด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ฝนตกหนักฟ้ามืดและถนนลื่นทำให้ไม่อาจหยุดรถหรือสามารถหักเลี้ยวหลบรถกระบะของนายชัย ซึ่งเลี้ยวซ้ายเข้ามาในช่องชอบทางด้านซ้ายแล้วหยุดรถอย่างกระทันหัน เป็นเหตุให้รถเกิดการชนกัน นายชิตมีบาดแผลสมองฉีกขาดจนทุพพลภาพตลอดชีวิต ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายชัยเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ในข้อหาความผิดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้นายยชอบบิดาของนายชิตมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 2 – ในประมวลกฎหมายนี้
(1) “ศาล” หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการเกี่ยวกับคดีอาญา
(2) “ผู้ต้องหา” หมายความถึงบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล
(3) “จำเลย” หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5, และ 6
(5) “พนักงานอัยการ” หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้จะเป็นข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้
(6) “พนักงานสอบสวน” หมายความถึงเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน
(7) “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้น ได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
(8) “คำกล่าวโทษ” หมายความถึงการที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ ว่ามีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดีได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งขึ้น
(9) “หมายอาญา” หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลยหรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนาหมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคำบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 77
(10) “การสืบสวน” หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด
(11) “การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
(12) “การไต่สวนมูลฟ้อง” หมายความถึงกระบานไต่สวนของศาลเพื่อวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยต้องหา
(13) “ที่รโหฐาน” หมายความถึงที่ต่างๆซึ่งมิใช่สาธารณสถานดังบัญญัติในกฎหมายลักษณะอาญา
(14) “โจทก์” หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน
(15) “คู่ความ” หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง
(16) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้องของปะชาชน ให้รวมถึงพัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมือง และพนักงานอื่นๆ ในเมื่อกระทำการเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม
(17) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่” หมายความถึง เจ้าพนักงานดังต่อไปนี้
(ก) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ข) รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ค) ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
(ฆ) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ง) อธิบดีกรมการปกครอง
(จ) รองอธิบดีกรมการปกครอง
(ฉ) ผู้อำนวยการกองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(ช) หัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างานในกองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(ซ) ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
(ฌ) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(ญ) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(ฎ) ปลัดจังหวัด
(ฏ) นายอำเภอ
(ฐ) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(ฑ) อธิบดีกรมตำรวจ
(ฒ) รองอธิบดีกรมตำรวจ
(ณ) ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ
(ด) ผู้บัญชาการตำรวจ
(ต) รองผู้บัญชาการตำรวจ
(ท) ผู้บังคับการตำรวจ
(ธ) รองผู้บังคับการตำรวจ
(น) หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด
(บ) รองหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด
(ป) ผู้กำกับการตำรวจ
(ผ) ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเขต
(ฝ) รองผู้กำกับการตำรวจ
(พ) รองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเขต
(ฟ) สารวัตรใหญ่ตำรวจ
(ภ) สารวัตรตำรวจ
(ม) ผู้บังคับกองตำรวจ
(ย) หัวหน้าสถานีตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(ร) หัวหน้ากิ่งสถานีตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
ทั้งนี้ หมายความถึงผู้รักษาการแทนเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้วแต่ผู้รักษาการแทนเจ้าพนักงานใน (ม) (ย) และ (ร) ต้องมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปด้วย
(18) “สิ่งของ” หมายความถึงสังหาริมทรัพย์ใดซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ ให้รวมทั้งจดหมาย โทรเลขและเอกสารอย่างอื่นๆ
(19) “ถ้อยคำสำนวน” หมายความถึงหนังสือใดที่ศาลจดเป็นหลักฐานแห่งรายละเอียดทั้งหลายในการดำเนินคดีอาญาในศาลนั้น
(20) “บันทึก” หมายความถึงหนังสือใดที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจดไว้เป็นหลักฐานในการสอบสวนความผิดอาญา รวมทั้งบันทึกคำร้องทุกข์และคำกล่าวโทษด้วย
(21) “ควบคุม” หมายความถึงการควบคุมหรือกักขังผู้ถูกจับโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในระหว่างการสืบสวนและสอบสวน
(22) “ขัง” หมายความถึงการกักขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล
มาตรา 3 – บุคคลดั่งระบุไว้ในมาตรา 4, 5, และ 6 มีอำนาจจัดการต่อไปนี้แทนผู้เสียหายตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ
(1) ร้องทุกข์
(2) เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้ารวมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
(3) เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
(4) ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
(5) ยอมความในคดีความผิดส่วนตัว
มาตรา 5 – บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคล เฉพาะความผิด ซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
มาตรา 30 – คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้
คำวินิจฉัย: ตามกฎหมาย ผู้ที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาได้นั้น จะต้องเป็นผู้เสียหาย ตามความใน ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง หรืออาจเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 4, 5, และ 6 ก็ได้
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชิตขับรถจักรยานยนต์อยู่บนขอบทางตามรถกระบะของนายชัยด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ฝนตกหนักฟ้ามืดและถนนลื่น ทำให้ไม่สามารถหยุดรถหรือสามารถหักเลี้ยวหลบรถกระบะของนายชัยซึ่งเลี้ยวซ้ายเข้ามาในช่องขอบทางด้านซ้ายแล้วหยุดรถอย่างกระทันหัน เป็นเหตุให้รถเกิดการชนกันนั้น ถือว่านายชิตมีส่วนประมาทด้วย นายชิตจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4)
เมื่อนายชิตไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย นายชอบบิตาของนายชิตจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนตามป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) ประกอบมาตรา (3) ดังนั้น คดีนี้นายชอบบิดาของนายชิตจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 30
สรุป: คดีนี้นายชอบบิดาของนายชิตไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
ข้อ 2: ในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายดำมีปากเสียงทะเลาะกับนายขาวจึงใช้อาวุธมีดแทงนายขาวหลายครั้ง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายได้รับแจ้งจึงรุดเข้าระงับเหตุ นายดำวิ่งหลบหนีไปได้
นายขาวถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย นายดำได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลจะเข้าไปใช้กำลังทำร้ายนายขาว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุ่มได้ก่อนที่หน้าโรงพยาบาล ต่อมาอีกสามวันนายขาวถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกแทงที่โรงพยาบาลดังกล่าว
ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีหน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาว และ พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับนายดำ
มาตรา 18 – ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น หรือผู้รักษาการแทน
มาตรา 19 – ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
(2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน
(5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
(6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
(ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ
มาตรา 150 – ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทําการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว ถ้าแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ดังกล่าวไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แพทย์ประจําโรงพยาบาลของรัฐปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ประจําโรงพยาบาลของรัฐไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แพทย์ประจําสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ประจําสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แพทย์ประจําโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ให้แพทย์ประจําโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ให้พนักงานสอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทําบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพทันทีและให้แพทย์ดังกล่าวทํารายงานแนบท้ายบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพด้วยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเรื่อง ถ้ามีความจําเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจําเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสํานวนชันสูตรพลิกศพรายงานดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสํานวนชันสูตรพลิกศพ และในกรณีที่ความตายมิได้เป็นผลแห่งการกระทําผิดอาญา ให้พนักงานสอบสวนส่งสํานวนชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการเมื่อเสร็จสิ้น
การชันสูตรพลิกศพโดยเร็วและให้พนักงานอัยการดําเนินการต่อไปตามมาตรา 156 ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนแจ้งแก่ผู้มีหน้าที่ไปทําการชันสูตรพลิกศพทราบและก่อนการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้สามีภริยา ผู้บุพการีผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคนทราบเท่าที่จะทําได้
ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ตามวรรคหนึ่ง และให้นําบทบัญญัติในวรรคสองมาใช้บังคับเมื่อได้มีการชันสูตรพลิกศพตามวรรคสามแล้ว ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทําสํานวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถ้ามีความจําเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวันแต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจําเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสํานวนชันสูตรพลิกศพ
เมื่อได้รับสํานวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้พนักงานอัยการทําคําร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทําการไต่สวนและทําคําสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใดและถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทําร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทําร้ายเท่าที่จะทราบได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสํานวน ถ้ามีความจําเป็น ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจําเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสํานวนชันสูตรพลิกศพ
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานอัยการ
ในการไต่สวนตามวรรคห้า ให้ศาลปิดประกาศแจ้งกําหนดวันที่จะทําการไต่สวนไว้ที่ศาล และให้พนักงานอัยการยื่นคําร้องต่อศาลขอให้ศาลส่งสําเนาคําร้องและแจ้งกําหนดวันนัดไต่สวนให้สามีภริยา ผู้บุพการีผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายตามลําดับอย่างน้อยหนึ่งคนเท่าที่จะทําได้ทราบก่อนวันนัดไต่สวนไม่น้อยกว่าสิบห้าวันและให้พนักงานอัยการนําพยานหลักฐานทั้งปวงที่แสดงถึงการตายมาสืบ
เมื่อศาลได้ปิดประกาศแจ้งกําหนดวันที่จะทําการไต่สวนแล้ว และก่อนการไต่สวนเสร็จสิ้น สามีภริยา ผู้บุพการีผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลขอเข้ามาซักถามพยานที่พนักงานอัยการนําสืบและนําสืบพยานหลักฐานอื่นได้ด้วย
เพื่อการนี้สามีภริยา ผู้บุพการีผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายมีสิทธิแต่งตั้งทนายความดําเนินการแทนได้หากไม่มีทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจากบุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดีให้ศาลตั้งทนายความขึ้นเพื่อทําหน้าที่ทนายความฝ่ายญาติผู้ตาย
เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะเรียกพยานที่นําสืบมาแล้วมาสืบเพิ่มเติมหรือเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบก็ได้และศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการไต่สวนและทําคําสั่ง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของผู้นําสืบพยานหลักฐานตามวรรคแปดที่จะขอให้เรียกผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญอื่นมาให้ความเห็นโต้แย้งหรือเพิ่มเติมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว
คําสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้ถึงที่สุด แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิฟ้องร้อง และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล หากพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นได้ฟ้องหรือจะฟ้องคดีเกี่ยวกับการตายนั้น
เมื่อศาลได้มีคําสั่งแล้ว ให้ส่งสํานวนการไต่สวนของศาลไปยังพนักงานอัยการ เพื่อส่งแก่พนักงานสอบสวนดําเนินการต่อไปแพทย์ตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานผู้ได้ทําการชันสูตรพลิกศพ และผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นตามมาตรานี้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน หรือค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พัก ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังส่วนทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรานี้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรา 173
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายดำใช้อาวุธมีดแทงนายขาวหลายครั้งในงานฉลองปีใหม่ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย และนายขาวถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และต่อมาอีก 3 วัน นายขาวได้ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลดังกล่าวนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่จึงเป็นพนักงานสอบสวนที่มีหน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาวร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 วรรคหนึ่ง
การที่นายขาวถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกนายดำแทงในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สาย ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายซึ่งความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจจึงเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับนายดำ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง
การที่นายดำถูกจับได้ที่หน้าโรงพยาบาลซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายนั้น เมื่อปรากฎว่าคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีความผิดเกี่ยวพันกัน ตามป.วิ.อาญา มาตรา 19 เพราะนายดำได้กระทำผิดสำเร็จไปแล้วในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สายก่อนถูกจับ และยังไม่ได้กระทำการผิดใดๆ ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคสาม
สรุป:
1. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายมีหน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาว
2. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับนายดำ
ข้อ 3: นายบอลโพสต์ข้อความใน Facebook ว่านายปิงปองและนายเทนนิสร่วมกันหลอกลวงและฉ้อโกงเงินของนายบอลไปจำนวน 500,000 บาท นายปิงปองได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายบอลในข้อห้าหมิ่นประมาท เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จจึงส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาและพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว หลังจากนั้นนายเทนนิสจึงยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่ง แต่นายบอลยื่นคำให้การว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์นั้นเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ตามคำให้การของนายบอลฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 15 – วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้
มาตรา 39 – สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(3) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา 37
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิด เช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
มาตรา 173 (พิจารณาความแพ่ง) – เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น
นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ
(2) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่
คำวินิจฉัย: ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) กรณีที่สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งไดฟ้องนั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
- จำเลยในคดีแรกและคดีที่นำมาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน
- การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน
- ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายบอลโพสต์ข้อความใน Facebook ว่านายปิงปองและนายเทนนิสร่วมกันหลอกลวงและฉ้อโกงเงินของนายบอลไปจำนวน 500,000 บาท นายปิงปองได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จ จึงส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาและพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว และหลังจากนั้นนายเทนนิสจึงได้ยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่ง แต่นายบอลยื่นคำให้การว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ข้อต่อสู้ตามคำให้การของนายบอลฟังไม่ขึ้น แยกพิจารณาดังนี้
- คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 เนื่องจากเป็นโจทก์คนละคนกัน ดังนั้น ข้อต่อสู้ตามคำให้การของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น
- การที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถือเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) การที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกจึงถือเป็นฟ้องซ้ำ ดังนั้น ข้อต่อสู้ตามคำให้การของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์จึงฟังขึ้น
สรุป: ข้อต่อสู้ตามคำให้การของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้อนฟังไม่ขึ้น แต่ข้อต่อสู้ว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องซ้ำนั้นฟังขึ้น
ข้อ 4: พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมมีหลักฐานตามสมควรว่านายตะขบได้ทำร้ายร่างกายนายลองกอง จนเป็นเหตุให้นายลองกองได้รับอันตรายสาหัส ขณะที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม กำลังจะเดินทางจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนไปที่ศาล เพื่อขอให้ศาลออกหมายจับนายตะขบ พ.ต.ต.เก่งกล้าได้รายงานให้ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทราบว่านายตะขบกำลังหลบหนีออกนอกประเทศ
พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมเห็นว่าหากเดินทางไปศาล นายตะขบน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน และคงยากแก่การติดตามจับกุ่ม พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงร้องขอหมายจับต่อศาลทางโทรศัพท์ โดยศาลได้สอบถามจนปรากฎว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับตามมาตรา 66 จึงมีคำสั่งออกหมายจับแล้วจัดส่งสำเนาหมายจับไปยัง พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทางโทรสาร
พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงนำสำเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบได้ก่อนที่นายตะขบจะหลบหนีออกนอกประเทศ หลังจากที่มีการจับนายตะขบ ศาลซึ่งออกหมายจับได้ดำเนินการให้พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมมาพบศาลเพื่อสาบานตัวโดยไม่ชักช้า โดยได้จดบันทึกถ้อยคำของ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม และลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมายไว้
ดังนี้ การที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทำสำเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 2 – ในประมวลกฎหมายนี้
(9) “หมายอาญา” หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลยหรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนาหมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคำบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 77
มาตรา 59 – ศาลจะออกคำสั่งหรือหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง ตามที่ศาลเห็นสมควรหรือโดยมีผู้ร้องขอก็ได้
ในกรณีที่ผู้ร้องขอเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ต้องเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตั้งแต่ระดับสามหรือตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป
ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควรโดยผู้ร้องขอไม่อาจไปพบศาลได้ ผู้ร้องขออาจร้องขอต่อศาลทางโทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นที่เหมาะสมเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับหรือหมายค้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้เมื่อศาลสอบถามจนปรากฎว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับหรือหมายค้นได้ตามมาตรา 59/1 และมีคำสั่งให้ออกหมายนั้นแล้ว ให้จัดส่งสำเนาหมายเช่นว่าี้ไปยังผู้ร้องขอโดยทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฏีกา
เมื่อได้มีการออกหมายตามวรรคสามแล้ว ให้ศาลดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขอหมายมาพบศาลเพื่อสาบานตัวโดยไม่ชักช้า โดยจดบันทึกถ้อยคำของบุคคลดังกล่าวและลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมายไว้ หรือจะใช้เครื่องบันทึกเสียงก็ได้โดยจัดให้มีการถอดเสียงเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมาย บันทึกที่มีการลงลายมือชื่อรับรองดังกล่าวแล้ว ให้เก็บไว้ในสารบบของศาล หากมีความปรากฎต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเช่นว่านั้นได้ ทั้งนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอจัดการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรก็ได้
มาตรา 59/1 – ก่อนออกหมาย จะต้องปรากฎพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่ามีเหตุที่จะออกหมายตามมาตรา 66 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71
คำสั่งศาลให้ออกหมายหรือยกคำร้อง จะต้องระบุเหตุผลของคำสั่งนั้นด้วย
หลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขอ การพิจารณา รวมทั้งการออกคำสั่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฏีกา
มาตรา 66 – เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิดสามปี หรือ
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: การที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมนำสำเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบชอบด้วยกฎหมาย






ใส่ความเห็น