LAW3105 (LAW3005)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3105
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3105
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายชูวิทย์เช่ารถยนต์จากบริษัท ม้าบิน จำกัด มาใช้เพื่อขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ภูสอยดาว จังหวัดน่าน ระหว่างทางได้ถูกนายอนุทินที่เพิ่งเสพกัญชามา ทำให้เกิดภาพหลอน ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนท้ายรถยนต์ที่นายชูวิทย์เช่ามาได้รับความเสียหาย นายชูวิทย์จึงต้องการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายอนุทินเป็นเงิน 500,000 บาท นายอนุทินต่อสู้ว่านายชูวิทย์ไม่ใช่เจ้าของรถที่แท้จริง ไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายชูวิทย์จะฟ้องนายอนุทินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 55 – เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายชูวิทย์สามารถฟ้องนายอนุทินได้
ข้อ 2: นายพิธามีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี เป็นเพื่อนกับนางสุดารัตน์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดระยอง ทั้งสองคนชวนกันไปเที่ยวเกาะช้างในจังหวัดตราด ระหว่างนั่งพักทานอาหารเที่ยงริมชายหาด นายพิธาได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายสวนทุเรียนของนางสุดารัตน์ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาได้มีการชำระราคาที่ดิน และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายพิธาเรียบร้อยแล้ว แต่นางสุดารัตน์ยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและคนงานออกจากสวนทุเรียนแปลงดังกล่าว นายพิธาต้องการฟ้องขับไล่นางสุดารัตน์ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายพิธาต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย
มาตรา 4 – เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) ฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา 5 – คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายพิธาจะต้องยื่นคำฟ้องขับไล่นางสุดารัตน์ต่อศาลจังหวัดจันทบุรีหรือศาลจังหวัดระยอง ศาลใดศาลหนึ่ง ด้วยเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
ข้อ 3: โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านเช่าอ้างว่า จำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากต่อเติมบ้านเช่า โดยไม่ได้รับอนุญาติจากโจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสัญญาเช่าได้ครบกำหนด โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านเช่าอีก อ้างว่าสัญญาเช่าครบกำหนดแแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าคดีดังกล่าวเป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ ขอให้ศาลยกฟ้อง ดังนี้ การฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 148 – คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(1) เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งได้กำหนดวิธีการชั่วคราวให้อยู่ภายในบังคับที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเสียได้ตามพฤติการณ์
(3)เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ในศาลเดียวกันหรือในศาลอื่น ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
มาตรา 173 – เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น
นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ
(2) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่
คำวินิจฉัย: กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ
- คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว
- คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด
- ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
- ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว
- ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก
กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ
- คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฏีกา
- คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน
- คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน
- ห้ามโจทก์ฟ้อง
- ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านเช่าโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากไปต่อเติมบ้านเช้าโดยไม่ได้รับอนุญาติจากโจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา สัญญาเช่าได้ครบกำหนด โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านเช่าอีก โดยอ้างว่าสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าคดีดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน ขอให้ศาลยกฟ้อง ดังนี้ การฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
- ประเด็นที่ 1: ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่?
ตามอุทาหรณ์ แม้คดีเดิมจะอยู่ในระหว่างพิจารณาและคู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลัง จะเป็นคู่ความเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อคดีเดิมนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากต่อเติมบ้านเช่าโดยไม่ได้รับอนุญาติจากโจทก์ แต่ในคดีหลังโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างว่าสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว การฟ้องคดีแรกกับคดีหลังจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องของโจทก์จึงขาดหลักเกณฑ์ของการเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน (คำพิพากษาฏีกาที่ 316/2511) - ประเด็นที่ 2: ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่?
กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 นั้น จะมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ ในคดีแรกหรือคดีเดิมนั้นจะต้องได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว และคู่ความเดียวกันได้นำคดีนั้นมาฟ้องร้องกันอีก แต่กรณีตามอุทาหรณ์นี้นั้นคดีเดิมยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในคดีหลังจึงขาดหลักเกณฑ์ของการเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
สรุป: ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำแต่อย่างใด
ข้อ 4: โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไป แต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาในตนชนะคดี ศาลจึงพิพากษาว่าคดีโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จริง ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปโดยไม่ได้มีการสืบพยาน
ให้ท่านวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 198 – ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด
(วรรคสอง) ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ
(วรรคสาม) ถ้าโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดไปตามมาตรา 198 ทวิ แต่ถ้าศาลมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะไม่ทราบหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้มีการส่งหมายเรียกใหม่ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนและจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดตามที่เห็นสมควรเพื่อให้จำเลยได้ทราบหมายเรียกนั้นก็ได้
มาตรา 198 ทวิ – ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้
(1) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน
(2) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น
ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา
ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์
คำวินิจฉัย: การที่โจทก์ฟ้องจำเลย แต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้น เป็นการดำเนินการตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และถ้าศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (ป.วิ.แพ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง)
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปนั้น ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เพราะในการพิจารณานั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของทรัพย์ด้วยว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของใคร กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.แะ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง แม้ว่าตามข้อเท็จจริงจะปรากฎว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ได้ยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาให้ตนชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตา 198 ทวิ วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยไม่มีการสืบพยานไม่ได้ เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง ได้กำหนดให้ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่ เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาว่าคดีโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยปลูกสร้างโรงเรียนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จริง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปโดยไม่มีการสืบพยานนั้น คำพิพากษาของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สรุป: คำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย






ใส่ความเห็น