LAW3105 (LAW3005)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3105
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3105
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: ในคดีเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ให้ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้จำนวน 5 ล้านบาท ในการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริง ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่าคดีนี้ขาดอายุความแล้ว โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ด้วย
ให้ท่านวินิจฉัยว่า คำให้การจำเลยที่ 2 จะมีผลถึงจำเลยที่ 1 หรือไม่? และหากศาลเห็นว่าคดีนี้ขาดความอายุความแล้ว จะสามารถยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
มาตรา 59 – บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่วามในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลแห่งความคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้
(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ
(2) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย
คำวินิจฉัย: ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 (1) การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นคู่ความในตดีเดียวกัน โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมนั้น หากปรากฎว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี และมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้แล้ว บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมกันโดยเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำให้การยอมรับ แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่าคดีนี้ขาดอายุความแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย เพราะถือเป็นกระบวนการพิจารณาซึ่งได้ทำโดยคู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย อีกทั้งเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งได้กระทำไปโดยไม่เป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ แต่อย่างใด
ดังนั้น หากศาลเห็นว่าคดีนี้ขาดอายุความแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความก็ตาม ศาลก็สามารถยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้
สรุป: คำให้การของจำเลยที่ 2 จะมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย และถ้าศาลเห็นว่าคดีนี้ขาดอายุความแล้ว ศาลสามารถยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้
ข้อ 2: เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 ได้มีข้อตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัดกระบี่ เพื่อค้าขายเครื่องปรับอากาศ มีนายแอปเปิ้ล นายส้ม นายกล้วย เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และนายจัตวากับนายเบญจ เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด บุคคลทั้งห้าเป็นผู้ร่วมกันก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยนายแอปเปิ้ลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อเท็จจริงปรากฎว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2565 นายแอปเปิ้ลได้ตกลงทำสัญญาจ้างในฐานะผู้ทำการแทนห้างหุ้นส่วนฯ อยู่ที่จังหวัดพัทลุงทางโทรศัพท์กับนายเอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเด็กดีที่จังหวัดตรัง ซึ่งขณะตกลงกันทางโทรศัพท์สำเร็จนั้น นายเออยู่ที่จังหวัดสตูล สัญญามีข้อความกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนฯ ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 15 เครื่อง ให้แก่นายเอในฐานะผู้ทำการแทนโรงเรียนดังกล่าวตามสถานที่และรายละเอียดที่กำหนดอย่างชัดเจนในข้อความและภาพที่ได้ส่งผ่านโทรศัพท์ระหว่างนายเอกับนายแอปเปิ้ลนั้น ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2565 ปรากฎว่าผู้รับจ้างได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศสำเร็จเพียง 9 เครื่อง และไม่ดำเนินการใดต่อไปจนพ้นกำหนดเวลาตามที่ตกลงสัญญากัน
ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายเอจะฟ้องคดีแพ่งห้างหุ้นส่วนดังกล่าว นายแอปเปิ้ล นายเบญจ และนายจัตวา เพื่อให้ทำตามสัญญาจ้างดังกล่าวได้หรือไม่ และศาลจังหวัดพัทลุงมีเขตอำนาจพิจารณาคดีแพ่งนี้หรือไม่ เพราะเหตุผลอะไร
มาตรา 4 – เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) ฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา 55 – เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 1095 – ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้
(วรรคสอง) แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกันแล้ว เจ้าหนี้ของห้างมีสิทธิฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้เพียงจำนวนดั่งนี้ คือ
(1) จำนวนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าที่ยังค้างส่งแก่ห้างหุ้นส่วน
(2) จำนวนลงหุ้นเท่าที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน
(3) จำนวนเงินปันผลและดอกเบี้ยซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อบทมาตรา 1084
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายเอสามารถฟ้องคดีแพ่งนี้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดและนายแอปเปิ้ลเพื่อให้ทำตามสัญญาจ้างดังกล่าวได้ แต่จะฟ้องนายจัตวาและนายเบญจซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่ได้ และศาลจังหวัดพัทลุงมีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ได้
ข้อ 3: โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยคนเดียวคือห้างหุ้นส่วนเอกโทตรี โดยมีนายเอกเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน ปรากฎว่าจำเลยไม่ได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจึงไม่มีสภาพบุคคล โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก่อนวัดนัดชี้สองสถานดังนี้
(ก) ขอแก้ไขชื่อจำเลยจากห้างหุ้นส่วนเอกโทตรีเป็นนายเอกในฐานะส่วนตัว
(ข) ขอเพิ่มเติมนายโทและนายตรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีเพราะต้องรับผิดร่วมกัน
ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในกรณีนี้ศาลจะสามารถอนุญาติและรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 179 – โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้
การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้
(1) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ
(2) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ
(3) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
มาตรา 180 – แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
(ก) การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยคนเดียวคือห้างหุ้นส่วนเอกโทตรี โดยมีนายเอกเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน ปรากฎว่าจำเลยไม่ได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจึงไม่มีสภาพบุคคล โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันนัดชี้สองสถาน โดยขอแก้ไขชื่อจำเลยจากห้างหุ้นส่วนเอกโทตรี (ในฐานะนิติบุคคล) เป็นนายเอก (ในฐานะบุคคลธรรมดา) เพราะห้างหุ้นส่วน ดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนนั้น แม้โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันนัดชี้สองสถานตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180 ก็ตาม แต่การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เป็นการแก้ไขโดยการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 179 แต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิม โดยเปลี่ยนตัวจำเลย ดังนั้น ศาลจะอนุญาติและรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์กรณีนี้ไม่ได้
(ข) การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมนายโทและนายตรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีเพราะต้องรับผิดร่วมกันนั้น กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ศาลจะอนุญาติและรับคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ เพราะการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อนายโทและนายตรีเข้ามาเป็นจำเลยในภายหลังย่อมถือว่าเป็นการฟ้องบุคคลอื่น เป็นจำเลยเข้ามาในคดีอีก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 179 แต่อย่างใด
สรุป: กรณีตาม (ก) และ (ข) ศาลจะอนุญาติและรับคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้
ข้อ 4: โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5 ล้านบาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว ในวันนัดสืบพยาน จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดี จำเลยจึงขออนุญาติยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร ศาลจึงมีคำสั่งไม่อนุญาติให้จำเลยยื่นคำให้การ ศาลจึงทำการสืบพยานโจทก์ต่อไป ต่อมาหากศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและจำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ดังนี้ จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 197 – เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
มาตรา 198 – ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด
(วรรคสอง) ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ
(วรรคสาม) ถ้าโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดไปตามมาตรา 198 ทวิ แต่ถ้าศาลมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะไม่ทราบหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้มีการส่งหมายเรียกใหม่ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนและจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดตามที่เห็นสมควรเพื่อให้จำเลยได้ทราบหมายเรียกนั้นก็ได้
มาตรา 199 – ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
(วรรคสอง) ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้
(วรรคสาม) ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 199 ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้






ใส่ความเห็น