LAW3105 (LAW3005)

📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3105
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3105

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


ข้อ 1: นายพุธเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายพฤหัสเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้นายพฤหัสออกจากที่ดินแปลงพิพาทของนายพุธ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวนายพุธได้มาโดยการยกให้จากนายอังคาร ซึ่งเป็นบิดาของนายพุธ ระหว่างการพิจารณาคดี นายพุธประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงขายที่ดินแปลงพิพาทให้กับนางสาวจุ้ยเพื่อนสาวคนสนิท กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทจึงตกแก่นางสาวจุ้ย ต่อมานางสาวจุ้ยและนายอังคารต้องการยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว

ให้วินิจฉัยว่า นางสาวจุ้ยและนายอังคารจะร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 57 – บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด
(2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาติเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาติให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นางสาวจุ้ยสามารถร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวได้ แต่นายอังคารจะร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวไม่ได้


ข้อ 2: เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ได้มีข้อตกลงด้วยวาจาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียน มีสำนักงานใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ เพื่อค้าขายเครื่องปรับอากาศ มีนายแอปเปิ้ล นายส้ม นายกล้วย เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และนายจัตวากับนายเบญจ เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด บุคคลทั้งห้าเป็นผู้ร่วมกันก่อตั้งห้างหุ้นส่วนฯ นั้น โดยนายแอปเปิ้ลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดสงขลาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมา เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 นายแอปเปิ้ลได้ทำสัญญาที่จังหวัดพัทลุงกับนายเอซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเด็กดีจังหวัดตรัง สัญญามีข้อความว่า นายแอปเปิ้ลต้องส่งมอบเครื่องปรับอากาศ 10 เครื่อง ที่ซื้อขายให้แก่นายเอที่โรงเรียนดังกล่าวตามคุณสมบัติของเครื่องปรับอากาศที่กำหนดในเอกสาร แนบท้ายสัญญาซื้อขาย ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2565 ปรากฎว่าได้ติดตั้งแล้ว แต่เครื่องปรับอากาศใช้งานไม่ได้ 3 เครื่อง

ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายเอฟ้องห้างหุ้นส่วนดังกล่าวและนายแอปเปิ้ล และฟ้องนายจัตวาเพื่อเรียกเงินคืนตามสิทธิในสัญญาซื้อขายดังกล่าวที่ศาลจังหวัดตรังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 4 – เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) ฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นายเอจะฟ้องห้างหุ้นส่วนดังกล่าวและนายแอปเปิ้ล และฟ้องนายจัตวาเพื่อเรียกเงินคืน ตามสิทธิในสัญญาซื้อขายดังกล่าวที่ศาลจังหวัดตรังไม่ได้


ข้อ 3: โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1-3 ร่วมก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไม่ดี ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1-2 ยื่นคำให้การแล้ว แต่จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การ โจทก์จึงมีคำขอให้ตนเองชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ศาลจึงสั่งให้พิจารณาคดีต่อไป ต่อมาโจทก์มายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2-3 โดยทนายของจำเลยที่ 2 แถลงว่าการขอถอนฟ้องนั้นไม่มีเหตุผล ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่มาศาล ศาลจึงอนุญาติให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2-3 ออกจากสารบบความ และดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ต่อโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญมาคนละหนึ่งคน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่าสามารถซ่อมแซมเสาเข็มสิ่งปลูกสร้างโจทก์ได้หรือไม่ โดยตกลงกันว่า ถ้าเสียงข้างมากว่าซ่อมแซ่มได้โจทก์จะถอนฟ้อง ปรากฎว่าผู้เชี่ยวชาญเสียงข้างมากมีความเห็นว่า ซ่อมแซมได้ ศาลจึงมีคำสั่งให้โจทก์ไปถอนฟ้องภายใน 7 วัน แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ท่านวินิจฉัยต่อไปนี้

(ก) การที่ศาลอนุญาติให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2-3 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
(ข) การที่โจทก์ไม่ไปถอนฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลต้องมีคำสั่งอย่างไร

มาตรา 174 – ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(1) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว

มาตรา 175 – ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
               ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน
               (2) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

คำวินิจฉัย: แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1-3 ร่วมก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไม่ดี ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1-2 ยื่นคำให้การแล้ว แต่จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การ โจทก์จึงมีคำขอให้ตนเองชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ศาลจึงสั่งให้พิจารณาคดีต่อไป ต่อมาโจทก์มายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2-3 โดยทนายของจำเลยที่ 2 แถลงว่าการขอถอนฟ้องนั้นไม่มีเหตุผล ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่มาศาล ศาลจึงอนุญาติให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2-3 ออกจากสารบบความ และดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ต่อนั้น

  1. กรณีของจำเลยที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยื่นขอถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ การที่ศาลอนุญาติให้ถอนฟ้องโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 วรรคหนึ่ง
  2. กรณีของจำเลยที่ 2 การที่ทนายความของจำเลยที่ 2 แถลงว่าการขอถอนฟ้องไม่มีเหตุผลนั้น ถือได้ว่าเป็นการที่ศาลได้ฟังจำเลยแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอนุญาติให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1)

(ข) การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญมาคนละ 1 คน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่าสามารถซ่อมแซมเสาเข็มสิ่งปลูกสร้างโจทก์ได้หรือไม่ โดยตกลงกันว่าถ้าเสียงข้างมากว่าซ่อมแซ่มได้ โจทก์จะถอนฟ้อง ปรากฎว่าผู้เชี่ยวชาญเสียงข้างมากมีความเห็นว่าซ่อมแซมได้ และศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์ไปถอนฟ้องภายใน 7 วัน แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ย่อมถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 174 (2) แล้ว เพราะเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่โจทก์มิได้ดำเนินการตามนั้นภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้ และศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ดังนั้น เมื่อถือว่าโจทก์ทั้งฟ้อง ศาลจึงต้องมีคำสั่ง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

สรุป:
(ก) การที่ศาลอนุญาติให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2-3 นั้น ชอบด้วยกฎหมาย
(ข) การที่โจทก์ไม่ไปถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


ข้อ 4: โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 2 ล้านบาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้กู้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ในวันนัดสืบ พยานนัดโจทก์แรก โจทก์มาศาลแต่จำเลยทั้งสองทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำพยานเข้าสืบแล้ว 2 ปาก แล้วแถลงว่ายังมีพยานที่ต้องสืบเพิ่มอีก 1 ปาก ขอเลื่อนไปนัดหน้า ศาลอนุญาติ ในวันสืบพยาน โจทก์ต่อจำเลยทั้งสองมาศาลแต่โจทก์ไม่มา ศาลถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานต่อไป และมีคำสั่งนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์แต่ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 199 – ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

(วรรคสอง) ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้

(วรรคสาม) ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 199 ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 2 ล้านบาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การนั้น เมื่อปรากฎว่าในวันสืบพยานโจทก์นัดแรก โจทก์มาศาลแต่จำเลยทั้งสองทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองมาศาล จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน อีกทั้งปรากฎว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การนั้น ไม่ได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสุ้คดี ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 วรรคสาม

สรุป: จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
attorney285
หนังสือ
Attorney285
sheet and book
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ใส่ความเห็น

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,052 views