LAW3104 (LAW3004)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3104
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3104
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
📝 ไฟล์เรียนรู้เพิ่มเติม
– พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ดร.ทวีป ศรีน่วม)
– พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (สราวุธ เบญจกุล)
ข้อ 1: โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาชิงทรัพย์ (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท) โดยคดีดังกล่าวอยู่ในเขตศาลอาญาตลิ่งชัน แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลอาญา ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี ดังกล่าว ต่อมาจำเลยยื่นคำให้การว่าโจทย์ยื่นฟ้องผิดเขตศาล ศาลอาญาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
หลักกฎหมายตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา 16 – ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
(วรรคสอง) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้
(วรรคสาม) ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ
คำวินิจฉัย: ตามบทบัญญัติมาตรา 16 วรรคสองและวรรคสามนั้น ศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ ในกรณีที่มีการยื่นตดีต่อศาลอาญา แต่คดีนั้นอยู่นอกเขตของศาลอาญา ศาลอาญาอาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจก็ได้
ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาข้อหาชิงทรัพย์ โดยคดีดังกล่าวอยู่ในเขตศาลอาญาตลิ่งชัน แต่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องที่ศาลอาญา และเมื่อศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงมีคำสั่งประทับฟ้องตดีดังกล่าวนั้น ถือว่าศาลอาญาใช้ดุลยพินิจยอมรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว ตามมาตรา 16 วรรคสองและวรรคสาม ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำให้การว่าโจทก์ยื่นฟ้องผิดศาล ศาลอาญาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องนั้น ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
สรุป: ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ข้อ 2: จงอธิบายถึงอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะในศาลชั้นต้นในการไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งในคดีอาญาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
มาตรา 25 – ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้
(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง
(2) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้
ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (3) (4) หรือ (5)
มาตรา 29 – ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว
(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา
(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี
(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี
ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย
มาตรา 31 – เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 แล้ว ให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย
(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 25 (5)
(2) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา 25 (5) แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว
(3) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้
(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา 25 (5) ไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว
คำตอบ: อำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะในศาลชั้นต้น ในการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) แบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ
คดีที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) คือ อัตราโทษอย่างสูง จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะชั้นต้น มีอำนาจในการไต่สวนมูลฟ้องคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) และเมื่อไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ก็จะต้องมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 คือ
(1) ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาถ้าเห็นว่าคดีมีมูล หรือ
(2) ในกรณีที่เห็นว่าคดีไม่มีมูล ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 29 (3) ต้องมีผู้พิพากษาอีกหนึ่งคนเข้าร่วมตรวจสำนวนลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้อง ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะในศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องคนเดียวไม่ได้
ตัวอย่าง เช่น นายหล่อเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดอุดรธานีข้อหาปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ กับข้อหาปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทนั้น เมื่อนายโทผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานีได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาปลอมเอกสาร ส่วนคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิไม่มีมูลและจะพิพากษายกฟ้องข้อหาปลอม เอกสารสิทธินั้น โดยหลักแล้ว นายโทผู้พิพากษาคนเดียวย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามมาตรา 25 (3) ที่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีข้อหาปลอมเอกสารสิทธินั้น เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี จึงเกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษาได้ตามมาตรา 25 (5) จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน เป็นองค์ขณะเพื่อพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 26 จึงถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเกินได้เกิดขึ้น ในระหว่างการทำคำพิพากษาตามมาตรา 31 (1) ดังนั้น นายโท ผู้พิพากษาคนเดียวของศาลจังหวัดอุดรธานีจะพิพากษายกฟ้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิไม่ได้ จะต้องให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุดรธานีตรวจสำนวน และลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องด้วย ตามมาตรา 29 (3)
ข้อ 3: นายศักดิ์สิทธิ นายสนอง และนายสยาม ผู้พิพากษาศาลฏีกาเป็นองค์คณะพิจารณาคดีอาญาคดีหนึ่ง ในความผิดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้พิพากษาศาลฏีกาทั้งสามได้พิจารณาคดีจนเสร็จสำนวนแล้วแต่ยังมิได้ทำคำพิพากษา นายศักดิ์สิทธิ์ได้ล้มป่วนกะทันหันต้องพักษารักษาตัวที่โรงพยาบาล นายสนองและนายสยามจึงนำสำนวนคดีดังกล่าวไปให้นายดำรัส ผู้พิพากษาศาลฏีกาอีกคนหนึ่งตรวจสำนวน และลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 29 – ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว
(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา
(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี
(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี
ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย
มาตรา 30 – เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึงกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชกาจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้
คำวินิจฉัย: ตามอุทาหรณ์ กรที่นายศักดิ์สิทธิ์ นายสนอง และนายสยาม ผู้พิพากษาศาลฏีกาเป็นองค์ขณะพิจารณาคดีอาญาคดีหนึ่งในความผิดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ เมื่อผู้พิพากษาศาลฏีกาทั้งสามได้พิจารณาคดีจนเสร็จสำนวนแล้วแต่ยังมิได้ทำคำพิพากษา นายศักดิ์สิทธิ์ได้ล้มป่วยกระทันหัน ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้น กรณีนี้ถือว่านายศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถทำคำพิพากษาในตดีนั้นได้ และถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 30 ดังนั้น นายสนอง และนายสยามจึงต้องทำสำนวนคดีนั้นไปให้ประธานศาลฏีกาหรือรองประธานศาลฏีกาตรวจและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาตามมาตรา 29 (1)
แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า นายสนองและนายสยามได้นำสำนวนคดีดังกล่าวไปให้นายดำรัสผู้พิพากษาศาลฏีกาอีกคนหนึ่งตรวจสำนวน และลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย ดังนั้น คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สรุป: คำพิพากษาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย






ใส่ความเห็น