LAW3103 (LAW3003)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3103
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3103
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายหล่อทำสัญญาหมั้นกับนางสาวสวยด้วยแหวนเพชรและเงินสดจำนวน 5,000,000 บาท นายหล่อได้ส่งมอบแหวนเพชรให้แล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งมอบเงินสดให้เพราะยังไม่มีเงิน ต่อมาน.ส.นิดหน่อยซึ่งเคยอยู่กินกับนายหล่อมาก่อนได้ตั้งครรภ์และคลอดบุตร นายหล่อจึงจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรของตนกับน.ส.นิดหน่อย หลังจากนั้นเมื่อถึงวันจดทะเบียนสมรส นายหล่อได้ส่งมอบเงินของหมั้น 5,000,000 บาท ให้แก่น.ส.สวยตามสัญญา แต่น.ส.สวยทราบความจริงเรื่องบุตรของนายหล่อกับน.ส.นิดหน่อย
ดังนี้ ถ้าน.ส.สวยไม่ยอมสมรสกับนายหล่อ นายหล่อจะเรียกของหมั้นคืนและฟ้องเรียกค่าทดแทนต่อชื่อเสียง และการเตรียมการสมรสได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 1437 – การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
(วรรคสอง) เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง
(วรรคสาม) สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนที่หญิงยอมสมรส
(วรรคสี่) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 1439 – เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย
มาตรา 1440 – ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดาหรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส
(วรรคสอง) ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่า ของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้
มาตรา 1443 – ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้นทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย
มาตรา 1444 – ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้น คู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายหล่อสามารถเรียกคืนของหมั้นและฟ้องเรียกค่าทดแทนต่อชื่อเสียงและการเตรียมสมรสได้
ข้อ 2: นายสองเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนางพร ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายสองกับนางพรได้จดทะเบียนหย่ากัน ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2565 นายสองไปจดทะเบียนสมรสกับน.ส.ก้อย ซึ่งเป็นฝาแฝดคนพี่ โดยนางสองเข้าใจผิดคิดว่าน.ส.ก้อยคือน.ส.กั้งฝาแฝดคนน้องซึ่งเป็นคนรักของตน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นายสองรู้ความจริงว่าตนไม่ได้สมรสกับน.ส.กั้ง ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนประสงค์จะสมรสด้วย ดังนั้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 นายสองจึงมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการสมรส ส่วนนางพรก็ไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับนายธวัชในวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า
(1) นายสองมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการสมรสระหว่างนายสองกับน.ส.ก้อยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
(2) การสมรสระหว่างนางพรกับนายธวัชมีผลเช่นไร เพราะเหตุใด
มาตรา 1452 – ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้
มาตรา 1453 – หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่าสามร้อยสิบวัน เว้นแต่
(1) คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
(2) สมรสกับคู่สมรสเดิม
(3) มีใบรับรองแพทย์ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการรักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์ หรือ
(4) มีคำสั่งของศาลให้สมรสได้
มาตรา 1503 – เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส เพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทำการฝ่าฝืนมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509
มาตรา 1505 – การสมรสที่ได้กระทำไปโดยคู่สมรสฝ่ายหนึ่งสำคัญผิดตัวคู่สมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
(วรรคสอง) สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัวคู่สมรสเป็นอันระงับเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วเก้าสิบวันนับแต่วันสมรส
คำวินิจฉัย:
(1) การที่นายสองและนางพรได้จดทะเบียนหย่ากันในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และนายสองได้ไปจดทะเบียนสมรสกับน.ส.ก้อยในวันที่ 1 มกราคม 2565 นั้น ไม่ถือว่าเป็นการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ ตามมาตรา 1452 แต่การที่นายสองได้สมรสกับน.ส.ก้อยนั้น เป็นเพราะนายสองเข้าใจผิดคิดว่าน.ส.ก้อย คือน.ส.กั้ง ฝาแฝดคนน้องซึ่งเป็นคนรักของตน จึงถือว่านายสองได้กระทำไปโดยสำคัญผิดตัวคู๋สมรส ดังนั้น การสมรสระหว่างนายสองกับน.ส.ก้อยจึงตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 1505 วรรคหนึ่ง ซึ่งนายสองย่อมสามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสได้ตามมาตรา 1503
แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายสองได้รู้ความจริงว่าตนไม่ได้สมรสกับน.ส.กั้งซึ่งเป็นบุคคลที่ตนประสงค์จะสมรสด้วย คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 แต่ได้มายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการสมรส ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นเวลาที่การสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้ว 90 วัน นับแต่วันสมรส ทำให้สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัวคู่สมรสเป็นอันระงับไปแล้วตามมาตรา 1505 วรรคสอง ดังนั้น นายสองจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนการสมรสระหว่างตนกับน.ส.ก้อยได้
(2) การที่นางพรได้จดทะเบียนสมรสกับนายธวัชในวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 นั้น ถือเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1453 เพราะหญิงที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่ได้ก็ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน แต่อย่างไรก็ตามไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1453 นั้น จะมีผลเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ดังนั้น การสมรสระหว่างนางพรกับนายธวัชจึงมีผลสมบูรณ์
สรุป:
(1) นายสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้เพิกถอนการสมรสระหว่างนายสองกับน.ส.ก้อยไม่ได้
(2) การสมรสระหว่างนางพรกับนายธวัชมีผลสมบูรณ์
ข้อ 3: นายก่อและนางขวัญเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย นายก่อและนางขวัญทะเลาะกันรุนแรง ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันอยู่ และนายก่อออกจากบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดตามลำพัง ต่อมานางขวัญประสบอุบัติเหตุขาหัก นางขวัญยืมเงินนายอ้นจำนวน 50,000 บาท มาจ่ายค่ารักษาพยาบาลของตน โดยนางขวัญไม่บอกนายก่อเรื่องการกู้ยืมเงิน หลังจากนั้นนายก่อได้นำบ้านที่นายก่อมีมาก่อนสมรสไปให้บุคคลอื่นเช่า ได้ค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท นายก่อนำเงินค่าเช่าทั้งหมดไปให้นายพงษ์ น้องเขยของนายก่อยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยที่นายพงษ์ไม่ทราบว่านายก่อนำเงินค่าเช่าบ้านมาให้ตนยืม และนางขวัญก็ไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมในการให้ยืมเงินนั้นแต่อย่างใด ดังนี้
(1) นายก่อจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ 50,000 บาท ที่นางขวัญไปกู้ยืมมาจากนายอ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
(2) นางขวัญจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่นายก่อให้ยืมเงินแก่นางพงษ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 1471 – สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการใช้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
มาตรา 1473 – สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ
มาตรา 1474 – สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
(วรรคสอง) ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
มาตรา 1476 – สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บดิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(4) ให้กู้ยืมเงิน
(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(6) ประนีประนอมยอมความ
(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
(วรรคสอง) การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง
มาตรา 1480 – การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
(วรรคสอง) การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น
มาตรา 1490 – หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้
(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป:
(1) นายก่อจะต้องร่วมรับผิดในหนี้จำนวน 50,000 บาท ที่นางขวัญไปกู้ยืมมาจากนายอ้น
(2) นางขวัญจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่นายก่อให้ยืมเงินแก่นายพงษ์ได้
ข้อ 4: นายสิงห์และนางสร้อยเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย นางสร้อยแอบไปคบกับนายกล้าแฟนเก่า จนทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นร่วมประเวณีกัน เมื่อนายสิงห์ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น นายสิงห์ได้ให้นางสร้อยเลือกว่าจะอยู่กับใคร นางสร้อยตัดสินใจว่าจะอยู่กับนายสิงห์ โดยสัญญาว่าจะเลิกติดต่อกับนายกล้าตลอดไป นายสิงห์และนางสร้อยจึงกลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิมโดยที่นางสร้อยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับนายกล้าอีก 8 เดือนต่อมา นางสร้อยคลอดบุตรออกมาชื่อ ด.ญ.นิด นายสิงห์ได้ยินเพื่อนบ้านนินทาที่นางสร้อยเคยมีชู้กับนายกล้า และสงสัยกันว่า ด.ญ.นิด อาจะเป็นลูกของนายกล้า เพราะ ด.ญ.นิด มีใบหน้าที่ไม่เหมือนนายสิงห์ นายสิงห์รู้สึกอับอายและโกรธขึ้นมาอีกครั้ง ต่อมานายสิงห์ไปร่วมประเวณีกับน.ส.แก้ว โดยนายสิงห์พาน.ส.แก้วไปพบกับเพื่อนๆ และแนะนำว่าน.ส.แก้วเป็นภริยาอีกคนของตน แต่นายสิงห์ไม่เคยให้เงินแก่น.ส.แก้วไว้ใช้จ่ายเพราะเห็นว่าน.ส.แก้วมีฐานะดีอยู่แล้ว ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า
(1) นายสิงห์จะฟ้องหย่านางสร้อยโดยอ้างเหตุว่านางสร้อยมีชู้ได้หรือไม่ และ ด.ญ.นิด เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของใคร เพราะเหตุใด
(2) นางสร้อยจะฟ้องหย่านายสิงห์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 1516 – เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
มาตรา 1518 – สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว
มาตรา 1536 – เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แล้วแต่กรณี
(วรรคสอง) ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุตรที่เกิดจากหญิงก่อนที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ หรือภายในระยะเวลาสามร้อยสิบวันนับแต่วันนั้น
คำวินิจฉัย:
(1) การที่นางสร้อยภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสิงห์ได้แอบไปคบหากับนายกล้าแฟนเก่า จนทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นร่วมประเวณีกันนั้น ถือได้ว่านางสร้อยมีชู้แล้ว จึงเข้าเหตุที่ทำให้นายสิงห์สามารถฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (1) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนายสิงห์ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น นายสิงห์ได้ให้นายสร้อยเลือกว่าจะอยู่กับใคร ซึ่งนายสร้อยตัดสินใจว่าจะอยู่กับนายสิงห์โดยสัญญาว่าจะเลิกติดต่อกับนายกล้าตลอดไป และนายสิงห์กับนางสร้อยจึงกลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิมนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่นายสิงห์ได้ให้อภัยในการกระทำของนางสร้อยซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว ทำให้สิทธิในการฟ้องหย่าของนายสิงห์หมดไปตามมาตรา 1518 ดังนั้น นายสิงห์จะฟ้องหย่านางสร้อยโดยอ้างเหตุว่านางสร้อยมีชู้อีกไม่ได้ แม้ว่านายสิงห์จะได้ยินเพื่อนบ้านนินทาเรื่องที่นางสร้อยเคยมีชู้ก็ตาม เนื่องจากนางสร้อยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับนายกล้าอีกเลย
ในกรณีของ ด.ญ.นิด ซึ่งได้เกิดในระหว่างที่นางสร้อยเป็นภริยาของนายสิงห์ ย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางสร้อย และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสิงห์ตามมาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ด.ญ.นิด จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสิงห์และนางสร้อย
(2) การที่นายสิงห์ได้ร่วมประเวณีกับน.ส.แก้ว และนายสิงห์พาน.ส.แก้วไปพบกับเพื่อนๆ และแนะนำว่าน.ส.แก้วเป็นภริยาอีกคนของตนนั้น ถือว่านายสิงห์ได้ยกย่องผู้อื่นฉันภริยาซึ่งเข้าเหตุที่ทำให้นางสร้อยสามารถฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (1) แม้ว่านายสิงห์จะไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูน.ส.แก้วเพราะไม่เคยให้เงินน.ส.แก้วไว้ใช้จ่ายก็ตาม ดังนั้น นางสร้อยจึงสามารถฟ้องหย่านายสิงห์โดยอ้างเหตุที่นายสิงห์ยกย่องน.ส.แก้วฉันภริยาได้ตามมาตรา 1516 (1)
สรุป:
(1) นายสิงห์จะฟ้องหย่านางสร้อยโดยอ้างเหตุว่านางสร้อยมีชู้ไม่ได้ และ ด.ญ.นิด เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสิงห์และนางสร้อย
(2) นางสร้อยสามารถฟ้องหย่านายสิงห์ได้






ใส่ความเห็น