LAW3103 (LAW3003)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3103
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3103
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายทองมาชอบพอรักใคร่กับนางสาวแพรว ได้ตกลงที่จะทำสัญญาหมั้นในวันที่ 1 กันยายน เมื่อถึงวันทำสัญญาหมั้นนายทองมาได้ส่งมอบแหวนเพชรให้แก่นางสาวแพรว แต่ไม่สามารถนำรถยนต์มามอบให้เป็นของหมั้นตามที่ตกลงกันไว้ นายทองมาจึงเขียนสัญญากู้เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท มอบไว้ให้แทนโดยจะส่งมอบให้ภายหลัง นายทองมาและนางสาวแพรวได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาจนนางสาวแพรวตั้งครรภ์ ครั้นอยู่กินกันถึง 7 เดือนเศษก็เกิดทะเลาะกันบ่อยครั้ง นายทองมาจึงแจ้งให้นางสาวแพรวไปทำการจดทะเบียนสมรสแต่นางสาวแพรวไม่ยินยอม นายทองมาจึงฟ้องว่านางสาวแพรวผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นทั้งหมด นางสาวแพรงก็ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ด้วยว่าเป็นของหมั้นของตน เช่นนี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
มาตรา 1437 – การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
(วรรคสอง) เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง
(วรรคสาม) สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนที่หญิงยอมสมรส
(วรรคสี่) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 1439 – เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป:
(1) นายทองมาจะฟ้องว่านางสาวแพรวผิดสัญญาหมั้นเพื่อเรียกคืนของหมั้นไม่ได้
(2) นางสาวแพรวจะฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้โดยอ้างว่าเป็นของหมั้นของตนก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
ข้อ 2: นายนิพร อายุ 25 ปี รักกับนางสาวน้ำผึ้ง อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นลูกน้องในบริษัท นายนิพรไม่ต้องการให้ใครทราบจึงทำการจดทะเบียนสมรสกับนางสาวผึ้งโดยไม่บอกให้ใครทราบแม้กระทั่งญาติพี่น้อง หรือบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย หนึ่งปีต่อมาบิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งจึงทราบก็ไม่พอใจ เพราะต้องการให้นางสาวน้ำผึ้งทำการสมรสกับนายทองแท่งซึ่งมีฐานะดี จึงต้องการฟ้องให้เพิกถอนการสมรส และเมื่อศาลเพิกถอนการสมรสแล้ว บิดามารดาจะให้ความยินยอมแก่นางสาวน้ำผึ้งให้จดทะเบียนกับนายทองแท่งทันที เช่นนี้
(1) บิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งจะฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้หรือไม่?
(2) การสมรสของนายทองแท่งกับนางสาวน้ำผึ้ง จะมีผลอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
มาตรา 1436 – ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้
(1) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา
(2) บิดาหรือมารดา ในกรณีที่มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้
(3) ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม
(4) ผู้ปกครองในกรณีที่ไม่มีบุคคลอื่นซึ่งอาจให้ความยินยอมตาม (1) (2) และ (3) หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง
(วรรคสอง) การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ
มาตรา 1453 – หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่าสามร้อยสิบวัน เว้นแต่
(1) คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
(2) สมรสกับคู่สมรสเดิม
(3) มีใบรับรองแพทย์ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการรักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์ หรือ
(4) มีคำสั่งของศาลให้สมรสได้
มาตรา 1454 – ผู้เยาว์จะทำการสมรสให้นำความในมาตรา 1436 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 1501 – การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน
มาตรา 1509 – การสมรสที่มิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
มาตรา 1510 – การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะมิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 เฉพาะบุคคลที่อาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 เท่านั้น ขอให้เพิกถอนการสมรสได้
(วรรคสอง) สิทธิขอเพิกถอนการสมรสตามมาตรานี้เป็นอันระงับเมื่อคู่สมรสนั้นมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือเมื่อหญิงมีครรภ์
(วรรคสาม) การฟ้องขอเพิกถอนการสมรสตามมาตรานี้ให้มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันทราบการสมรส
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายนิพร อายุ 25 ปี รักกับนางสาวน้ำผึ้ง อายุ 18 ปี และได้ทำการจดทะเบียนสมรสกัน โดยไม่บอกให้ใครทราบแม้กระทั่งญาติพี่น้องบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นางสาวน้ำผึ้งซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้ทำการสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา การสมรสระหว่างนายนิพรกับนางสาวน้ำผึ้งจึงเป็นโมฆียะตามมาตรา 1454 ประกอบมาตรา 1436 (1) และมาตรา 1509 และกรณีดังกล่าวนั้น
(ก) ถ้าหนึ่งปีต่อมาบิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งทราบและไม่พอใจ จึงต้องการฟ้องขอเพิกถอนการสมรสระหว่างนายนิพรและนางสาวน้ำผึ้ง บิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งซึ่งเป็นบุคคลที่อาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 ย่อมสามารถฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสได้ตามมาตรา 1510 เพราะสิทธิ์เพิกถอนการสมรสยังไม่ระงับเนื่องจากนางสาวน้ำผึ้งยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และไม่ปรากฎว่านางสาวน้ำผึ้งมีครรภ์ อีกทั้งบิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งได้ใช้สิทธิฟ้องขอเพิกถอนการสมรสภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสมรสดังกล่าว
(ข) เมื่อศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสแล้ว การสมรสระหว่างนายนิพรและนางสาวน้ำผึ้งย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และนางสาวน้ำผึ้งจะทำการสมรสใหม่ได้ก็ต่อเมื่อการสิ้นสุดการสมรสนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน ตามมาตรา 1453 ดังนั้น การที่บิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้งได้ยินยอมให้นางสาวน้ำผึ้งจดทะเบียนสมรสกับนายทองแท่งทันทีนั้นย่อมเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 1453 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อการสมรสที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 1453 นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นโมฆะหรือโมฆียะแต่อย่างใด ดังนั้น การสมรสของนายทองแท่งกับนางสาวน้ำผึ้งจึงมีผลสมบูรณ์
สรุป:
(ก) บิดามารดาของนางสาวน้ำผึ้ง สามารถฟ้องขอเพิกถอนการสมรสระหว่างนายนิพรกับนางสาวน้ำผึ้งได้
(ข) การสมรสของนายทองแท่งกับนางสาวน้ำผึ้งมีผลสมบูรณ์
ข้อ 3: นายกิตติได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวดวงเดือนก่อนที่นายกิตติจะมาทำการจดทะเบียนสมรสกับนางสาวพิมพ์พา ต่อมานายกิตติได้ทะเลาะเบาะแว้งกับนางสาวพิมพ์พาจึงได้แยกกันอยู่และวางแผนไว้ว่าจะหย่ากัน นายกิตติจึงได้ใช้ชีวิตอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวดวงเดือน เมื่อนายกิตติได้เดินทางไปทำงานในสถานที่ต่างๆ นางสาวดวงเดือนได้เดินทางไปด้วย โดยพักห้องเดียวกัน รับประทานอาหารพร้อมๆกัน กับเพื่อนๆ ของนายกิตติตลอดเวลา นางสาวพิมพ์พาต้องการฟ้องหย่า แต่นายกิตติต่อสู้ว่านางสาวพิมพ์พาทราบมาก่อนแล้วว่า นายกิตติได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวดวงเดือน ก่อนที่จะมาจดทะเบียนสมรสกับนางสาวพิมพ์พาประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ถ้านางสาวพิมพ์าไม่ต้องการฟ้องหย่านายกิตติ แต่ต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาวดวงเดือน เช่นนี้ ทั้งสองกรณีท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
มาตรา 1516 – เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
มาตรา 1517 – เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยา แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
(วรรคสอง) เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
(วรรคสาม) ในกรณีฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุแห่งการผิดทัณฑ์บนตามมาตรา 1516 (8) นั้น ถ้าศาลเห็นว่าความประพฤติของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุให้ทำทัณฑ์บนเป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่สำคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้
มาตรา 1523 – เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทน จากสามีหรือภริยาและจากหญิงอื่นหรือชู้ แล้วแต่กรณี
(วรรคสอง) สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้
(วรรคสาม) ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นางสาวพิมพ์พาสามารถฟ้องหย่านายกิตติได้ตามมาตรา 1516 (1) หรือถ้าไม่ต้องการฟ้องหย่านายกิตติก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาวดวงเดือนได้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง
ข้อ 4: ในปี พ.ศ. 2561 นายอำนาจได้ยกบ้านและที่ดินให้แก่นางสาวพิทยา ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 นายอำนาจได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวพิทยา และเมื่ออยู่กินฉันสามีภริยากันแล้ว นายอำนาจยิ่งหลงรักนางสาวพิทยามากขึ้น จึงยกที่ดินเปล่าอีก 1 แปลงให้แก่นางสาวพิทยาในปี พ.ศ. 2563 โดยนางสาวพิทยาขอให้ทำสัญญาระบุไว้ว่าห้ามไม่ให้บอกล้างสัญญาที่ยกที่ดินดังกล่าวไว้ด้วย ต่อมานางสาวพิทยาได้ทำสัญญาให้นายพิชัยเช่าบ้านและที่ดินมีกำหนดเวลา 10 ปี โดยได้รับค่าเช่าเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท และได้ทำสัญญาให้นายเจริญเช่าที่ดินเปล่ากำหนดเวลา 20 ปี โดยได้รับค่าเช่าเป็นจำนวนเงิน 2,000,000 บาท นายอำนาจไม่พอใจนางสาวพิทยาที่นำไปให้เช่าโดยไม่ปรึกษาสามีก่อน จึงบอกล้างการยกบ้านและที่ดิน และที่ดินเปล่า และต้องการฟ้องเพิกถอนการทำสัญญาเช่าทั้งสองสัญญาเช่า แต่นางสาวพิทยาต่อสู้ว่าได้ทำสัญญาระบุว่าห้ามไม่ให้บอกล้างสัญญายกที่ดินดังกล่าวไว้ เช่นนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
มาตรา 531 – อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายาลักษณะอาชญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
มาตรา 1469 – สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต
มาตรา 1471 – สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการใช้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
มาตรา 1473 – สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ
คำวินิจฉัย:
(1) การที่นายอำนาจได้ยกบ้านและที่ดินให้แก่นางสาวพิทยาในปี พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะได้จดทะเบียนสมรสกันในปี พ.ศ. 2562 นั้น ถือว่าบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของนางสาวพิทยา เพราะเป็นทรัพย์สินที่นางสาวพิทยามีอยู่ก่อนสมรสตามมาตรา 1471 (1) และแม้ว่าบ้านและที่ดินดังกล่าว นางสาวพิทยาจะได้มาจากการยกให้โดยเสน่หาจากนายอำนาจ และเมื่อไม่ปรากฎว่านางสาวพิทยาประพฤติเนรคุณต่อนายอำนาจผู้ให้แต่อย่างใด ดังนั้น นายอำนาจจะเรียกถอนคืนการให้ตามมาตรา 531 ไม่ได้
การที่นางสาวพิทยาได้ทำสัญญาให้นายพิชัยเช่าบ้านและที่ดินมีกำหนด 10 ปี โดยได้รับค่าเช่าเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาทนั้น นางสาวพิทยาย่อมสามามารถทำสัญญาให้เช่าได้เองโดยลำพัง โดยไม่ต้องปรึกษานายอำนาจสามี เนื่องจากเป็นการจัดการเกี่ยวกับสินส่วนตัวตามมาตรา 1473 ดังนั้น นายอำนาจจะฟ้องเพิกถอนการทำสัญญาเช่ากรณีนี้ไม่ได้
(2) การที่นายอำนาจยกที่ดินเปล่าให้แก่นางสาพิทยาอีก 1 แปลงในปี พ.ศ. 2563 นั้น ถือว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 และมีผลทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าเป็นสินส่วนตัวของนางสาวพิทยาตามมาตรา 1471
(3) นางสาวพิทยาจึงสามารถทำสัญญาเช่าให้นายเจริญเช่าได้โดยลำพังตามมาตรา 1473 ดังนั้น นายอำนาจจึงไม่สามารถเพิกถอนการทำสัญญาเช่ากรณีนี้ได้เช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการให้ที่ดินเปล่าดังกล่าวแก่นางสาวพิทยาเป็นสัญญาระหว่างสมรส ดังนั้น นายอำนาจย่อมสามารถบอกล้างการยกที่ดินเปล่า 1 แปลงให้แก่นางสาวพิทยาได้ตามมาตรา 1469 นางสาวพิทยาจะต่อสู้ว่าได้มีการทำสัญญาระบุว่าห้ามไม่ให้บอกล้างการยกที่ดินดังกล่าวไว้ไม่ได้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายมาตรา 1469 โดยชัดแจ้ง ข้อตกลงนั้นจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ดังนั้น นายอำนาจจึงมีสิทธิออกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวได้
สรุป: นายอำนาจมีสิทธิบอกล้างยกที่ดินเปล่าให้แก่นางสาวพิทยาได้ แต่จะบอกล้างการยกบ้านและที่ดินไม่ได้ และจะฟ้องเพิกถอนการทำสัญญาเช่าทั้งสองสัญญาเช่าไม่ได้ด้วย






ใส่ความเห็น