LAW3103 (LAW3003)

📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อหนังสือ & ข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3103
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3103

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


ข้อ 1: นายชาติชายและนางสาวนิชาชอบพอรักใคร่กัน ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกันแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร จึงได้ไปพบพนักงานตำรวจโดยมีบิดามารดาของนางสาวนิชาอยู่ด้วย นายชาติชายได้ยินยอมมอบเงิน 30,000 บาทให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการขอขมา และได้ทำบันทึกต่อหน้าพนักงานตำรวจว่าจะทำการจดทะเบียนสมรสภายใน 2 เดือน และรับผิดชอบเลี้ยงดูนางสาวนิชาอย่างดี ถ้าไม่ทำตามสัญญาจะชดใช้ให้เป็นจำนวนเงิน 60,000 บาท ปรากฎว่าเมื่อครบกำหนด 2 เดือนตามสัญญา นายชาติชายไม่ทำการจดทะเบียนสมรสด้วย นางสาวริชาจึงต้องการฟ้องฐานผิดสัญญาหมั้นและให้ชดใช้เงินให้ด้วย เช่นนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

มาตรา 1437 – การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

(วรรคสอง) เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง

(วรรคสาม) สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนที่หญิงยอมสมรส

(วรรคสี่) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 1439 – เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชาติชายและนางสาวนิชาชอบพอรักใคร่กันและได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกันแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร จึงได้ไปพบพนักงานตำรวจโดยมีบิดามรดาของนางสาวนิชาอยู่ด้วย และนายชาติชายได้ยินยอมมอบเงิน 30,000 บาทให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการขอขมา และได้ทำบันทึกต่อหน้าพนักงานตำรวจว่าจะทำการจดทะเบียนสมรสภายใน 2 เดือน และรับผิดชอบเลี้ยงดูนางสาวนิชาอย่างดีนั้น การมอบเงิน 30,000 ให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการขอขมานั้น ไม่ถือว่าเป็นการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เงิน 30,000 บาท จึงมิใช่ของหมั้นตามนัยของมาตรา 1437 วรรคหนึ่ง และเงิน 30,000 บาทดังกล่าวก็มิใช่สินสอดตามนัยของมาตรา 1437 วรรคสาม เพราะมิใช่ทรัพย์สิน ซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ดังนั้น การที่นายชาติชายได้มอบเงิน 30,000 บาทให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการขอขมานั้น จึงไม่ทำให้เกิดสัญญาหมั้นได้

เมื่อการที่นายชาติชายได้มอบเงิน 30,000 บาท ให้แก่ฝ่ายหญิงและได้ทำบันทึกต่อหน้าพนักงานตำรวจว่าจะทำการจดทะเบียนสมรสภายใน 2 เดือน และรับผิดชอบเลี้ยงดูนางสาวนิชาอย่างดี ถ้าไม่ทำตามสัญญา จะชดใช้ให้เป็นจำนวนเงิน 60,000 บาทนั้น มิใช่เป็นการทำสัญญาหมั้นตามมาตรา 1437 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อครบกำหนด 2 เดือนตามสัญญา การที่นายชาติชายไม่ทำการจดทะเบียนสมรสด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นกรณีที่นายชาติชายผิดสัญญาหมั้น และเมื่อไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมั้น นางสาวนิชาจึงไม่สามารถฟ้องนายชาติชายฐานผิดสัญญาหมั้นและให้ชดใช้เงินให้ด้วยตามมาตรา 1439

สรุป: นางสาวนิชาจะฟ้องนายชาติชายฐานผิดสัญญาหมั้นและให้ชดใช้เงินให้ด้วยนั้นไม่ได้


ข้อ 2: นายเมฆจดทะเบียนสมรสกับนางเดือน ต่อมานายเมฆมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ นางสาวฝน ซึ่งเป็นคนวิกลจริตและได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากจดทะเบียนสมรส น.ส.ฝน ก็หายจากอาการวิกลจริต หลังจากนั้นนายเมฆและนางเดือนได้ร่วมกันจดทะเบียนรับ น.ส.น้ำ มาเป็นบุตรบุญธรรม วันหนึ่ง นายเมฆทะเลาะกับนางเดือนอย่างรุนแรง นายเมฆกับนางเดือนจึงจดทะเบียนหย่ากัน และนายเมฆก็ไปจดทะเบียนสมกับ น.ส.น้ำ

ดังนี้ การจดทะเบียนสมรสกับนายเมฆกับนางเดือน น.ส.ฝน และน.ส.น้ำ มีผลในทางกฎหมายอย่างไร เพราะเหตุใด

มาตรา 1449 – การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

มาตรา 1451 – ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้

มาตรา 1457 – การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา 1495 – การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ

มาตรา 1501 – การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเมฆจดทะเบียนสมรสกับนางเดือนซึ่งการสมรสมีผลสมบูรณ์ตาม มาตรา 1457 ต่อมา นายเมฆมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ น.ส.ฝน ซึ่งเป็นคนวิกลจริตและได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น การสมรสระหว่างนายเมฆและ น.ส.ฝน เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1449 เพราะเป็นการสมรสในขณะที่หญิงเป็นบุคคลวิกลจริต อีกทั้งเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 1452 เพราะเป็นการสมรส ในขณะที่นายเมฆมีคู่สมรสอยู่แล้ว ดังนั้น การสมรสระหว่างนายเมฆและน.ส.ฝน จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

ต่อมา เมื่อนายเมฆและนางเดือนได้จดทะเบียนหย่ากัน การสมรสระหว่างนายเมฆและนางเดือนย่อมเป็นอันสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และต่อมาเมื่อนายเมฆผู้รับบุตรบุญธรรมได้จดทะเบียนสมรสกับ น.ส.น้ำ บุตรบุญธรรม แม้จะเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 1451 แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การสมรสที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะแต่อย่างใด เพียงแต่มาตรา 1598/32 ได้บัญญัติแต่เพียงว่าให้การรับบุตรบุญธรรมเป็นอันยกเลิกไปเท่านั้น อีกทั้งการสมรสระหว่างนายเมฆและน.ส.น้ำก็มิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 1452 แต่อย่างใดด้วย ดังนั้นการสมรสระหว่างนายเมฆและน.ส.น้ำจึงมีผลสมบูรณ์

สรุป:
(1) การสมรสระหว่างนายเมฆกับนางเดือนมีผลสมบูรณ์ แต่การสมรสได้สิ้นสุดลงแล้ว
(2) การสมรสระหว่างนายเมฆกับ น.ส.ฝน มีผลเป็นโมฆะ
(3) การสมรสระหว่างนายเมฆกับ น.ส.น้ำ มีผลสมบูรณ์


ข้อ 3: นายเก่งและนางอ้อมเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย หลังสมรสนายเก่งและนางอ้อมทำสัญญาให้นายเก่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการสินสมรสทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายเก่งจับสลากในงานฉลองปีใหม่ของบริษัทได้รับรางวัลเป็นจักรยานเสือภูเขาราคาแพง นายเก่งให้จักรยานคันดังกล่าวแก่น.ส.เก๋ เพื่อนร่วมงานของนายเก่ง โดยที่ไม่บอกนางอ้อมเพราะรู้ว่านางอ้อมไม่ชอบน.ส.เก๋และนางอ้อมคงไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นนายเก่งได้รับมรดกจากบิดาเป็นที่ดิน 1 แปลงในฐานะผู้รับพินัยกรรม นายเก่งได้ขายที่ดินดังกล่าวให้กับนายพงษ์ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันโดยทั่วไป โดยที่นางอ้อมไม่ได้รู้เห็นและไม่ได้ให้ความยินยอมแต่อย่างใด

ดังนี้ เมื่อนางอ้อมทราบเรื่องทั้งหมด นางอ้อมจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้รถจักรยานและการขายที่ดินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 1465 – ถ้าสามีภริยามิได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(วรรคสอง) ถ้าข้อความใดในสัญญาก่อนสมรสขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบุให้ใช้กฎหมายประเทศอื่นบังคับเรื่องทรัพย์สินนั้น ข้อความนั้นๆ เป็นโมฆะ

มาตรา 1471 – สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการใช้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น

มาตรา 1473 – สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา 1474 – สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

(วรรคสอง) ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

มาตรา 1476 – สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บดิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(4) ให้กู้ยืมเงิน
(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(6) ประนีประนอมยอมความ
(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

(วรรคสอง) การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

มาตรา 1476/1 – สามีและภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ตามที่บัญญัติในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ในกรณีดังกล่าวนี้ การจัดการสินสมรสให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรส

(วรรคสอง) ในกรณีที่สัญญาก่อนสมรสระบุการจัดการสินสมรสไว้แต่เพียงบางส่วนของมาตรา 1476 การจัดการสินสมรสนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสให้เป็นไปตามมาตรา 1476

มาตรา 1480 – การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

(วรรคสอง) การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นางอ้อมสามารถฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้รถจักรยานของนายเก่งได้ แต่นางอ้อมจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนการขายที่ดินของนายเก่งไม่ได้


ข้อ 4: นายไก่และนางไข่อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนมีลูกด้วยกันหนึ่งคนคือ ด.ช.เป็ด ต่อมานายไก่ไปหลงรักนางแมวเพื่อนร่วมงาน โดยนางแมวรู้ดีว่านายไก่มีภริยาโดยพฤตินัยอยู่แล้วคือนางไข่ นายไก่จึงมาตกลงกับนางไข่ว่าตนก็รักนางไข่ไม่เสื่อมคลายและจะไปจดทะเบียนสมรสกับนางไข่ ถ้านางไข่ยินยอมให้ตนไปอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนางแมว นางไข่ก็ยินยอมตามข้อเสนอ ต่อมานางไข่เห็นว่านายไก่จะหลงรักนางแมวมากเกินไปจนลืมตนและลูก จึงมาปรึกษาท่านว่า

(1) จะฟ้องหย่านายไก่ว่ามีภริยาน้อยได้หรือไม่
(2) ด.ช.เป็ดเป็นลูกชอบด้วยกฎหมายของใคร ตั้งแต่เมื่อใด

มาตรา 1457 – การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา 1516 – เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง  ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง  ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา 1517 – เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยา แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

(วรรคสอง) เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

(วรรคสาม) ในกรณีฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุแห่งการผิดทัณฑ์บนตามมาตรา 1516 (8) นั้น ถ้าศาลเห็นว่าความประพฤติของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุให้ทำทัณฑ์บนเป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่สำคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้

มาตรา 1546 – เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น

มาตรา 1547 – เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป:
(1) นางไข่จะฟ้องนายไก่ว่ามีภริยาน้อยไม่ได้
(2) ด.ช.เป็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางไข่ตั้งแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก และเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไก่ เมื่อนายไก่และนางไข่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และมีผลย้อนไปนับแต่เด็กชายเป็ดเกิด


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
attorney285
หนังสือ
Attorney285
sheet and book
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
หนังสือประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกมาตรา

ใส่ความเห็น

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,054 views