LAW3101 (LAW3001)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW3101
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW3101
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: หนึ่งให้สองยืมเงิน 5,000 บาท หนี้ถึงกำหนดชำระแต่สองไม่ชำระหนี้ ถูกทวงถามหลายครั้งก็ยังบิดพลิ้วไม่ยอมชำระ ทำให้หนึ่งโกรธชกสองล้มลง บังเอิญเท้าข้างซ้ายของสองถูกเศษแก้วบาด เลือดไหล แต่เนื่องจากสองป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วแผลจึงรักษาไม่หายจนแพทย์ต้องตัดเท้าข้างซ้ายออกเพื่อรักษาชีวิต ดังนี้ หนึ่งจะมีความผิดต่อร่างกายฐานใด
มาตรา 63 – ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้
มาตรา 295 – ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 297 – ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
อันตรายสาหัสนั้น คือ
(1) ตาบอด หูหนวด ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
(5) แท้งลูก
(6) จิตพิการอย่างติดตัว
(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
8) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทยาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่หนึ่งชกสองล้มลง บังเอิญเท้าข้างซ้ายของสองถูกเศษแก้วบาดเลือดไหล โดยเจตนานั้น การกระทำของหนึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 แล้ว ดังนั้น หนึ่งจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295
ส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 ซึ่งผู้กระทำจะต้องรับโทษหนักขึ้นนั้น ผลของการกระที่ทำให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสนั้น จะต้องเป็นผลที่ตาม ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามมาตรา 63 แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่แพทย์ต้องตัดเท้าข้างซ้ายของสองออกนั้น เป็นเพราะสองป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วทำให้แผลรักษาไม่หาย ไม่ใช่เป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการถูกทำร้ายร่างกายโดนเศษแก้วบาดที่เท้าแต่อย่างใด ดังนั้น แม้สองจะถูกหนึ่งทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส หนึ่งก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 297 ด้วย
สรุป: หนึ่งมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 297
ข้อ 2: นายเอกอยู่กินกับนางสาวจันทร์เป็นเวลา 3 ปี นางสาวจันทร์มีอาชีพเป็นหมอนวดในสถานบริการอาบอบนวดแห่งหนึ่ง และบางครั้งก็ขายบริการทางเพศด้วยเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งนายเอกก็ทราบดีและยอมรับมาโดยตลอด ต่อมานายเอกขอเลิกกับนางสาวจันทร์โดยไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่น วันหนึ่งนางสาวจันทร์ได้ไปหานายเอก ณ ที่ทำงานและขอร้องให้นายเอกกลับไปคืนดีกับตน แต่นายเอกไม่ยอม โดยไม่ให้นางสาวจันทร์ออกจากที่ทำงานพร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังต่อหน้าพนักงานคนอื่นในที่ทำงานว่า “กูไม่อยากมีเมียเป็นหญิงโสเภณี อย่ามาหากูอีก” ดังนี้ ถ้านายเอก ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท อยากทราบว่านายเอกจะขอพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ และนายเอกมีความผิดหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 326 – ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 330 – ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
(วรรคสอง) แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
คำวินิจฉัย:
องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ประกอบด้วย
- ใส่ความผู้อื่น
- ต่อบุคคลที่สาม
- โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
- โดยเจตนา
คำว่า “ใส่ความ” ตามนัยมาตรา 326 หมายความว่า พูดหาเหตุร้ายหรือกล่าวหาเรื่องร้ายใส่ผู้อื่นได้รับความผิดเสีย โดยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งกระทำต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกอยู่กินกับนางสาวจันทร์เป็นเวลา 3 ปี นางสาวจันทร์มีอาชีพเป็นหมอนวดในสถานบริการอาบอบนวดแห่งหนึ่ง และบางครั้งก็ขายบริการทางเพศด้วยเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งนายเอกก็ทราบดีและยอมรับมาโดยตลอด ต่อมานายเอกขอเลิกกับนางสาวจันทร์โดยไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่น วันหนึ่งนางสาวจันทร์ได้ไปหานายเอก ณ ที่ทำงานและขอร้องให้นายเอกกลับไปคืนดีกับตน แต่นายเอกไม่ยอม โดยไม่ให้นางสาวจันทร์ออกจากที่ทำงานพร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังต่อหน้าพนักงานคนอื่นในที่ทำงานว่า “กูไม่อยากมีเมียเป็นหญิงโสเภณี อย่ามาหากูอีก” การที่นายเอกพูดด้วยเสียงอันดังต่อหน้าพนักงานคนอื่นในที่ทำงานด้วยข้อความดังกล่าวนั้น ถือเป็นการใส่ความนางสาวจันทร์ต่อบุคคลที่สามแล้ว และข้อความที่พูดก็น่าจะทำให้นางสาวจันทร์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ดังนั้น นายเอกจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326
และถ้านายเอกถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท และจะขอพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่นั้น กรณีนี้ ถือว่าเข้าข้อห้ามพิสูจน์ตามมาตรา 330 วรรคสอง เพราะข้อหาที่ว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์นั้นก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้น นายเอกถึงขอพิสูจน์ความจริงไม่ได้
สรุป: นายเอกมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 336 และจะขอพิสูจน์ความจริงไม่ได้
ข้อ 3: ขณะที่แดงกำลังเข้าคิวเพื่อซื้อตั๋วผ่านประตูเข้าชมฟุตบอลนัดสำคัญ ขาวได้ฝากเงินให้แดงซื้อตั๋วให้ด้วยเพราะคนเข้าคิวซื้อบัตรผ่านประตูเป็นจำนวนมาก ขาวมอบเงินให้แดง 2,000 บาท และได้ยืนรอเอาบัตรผ่านประตูจากแดงอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นเอง แดงซื้อบัตรผ่านประตูเฉพาะของแดง และรีบเข้าประตูสนามฟุตบอลเข้าชมฟุตบอลทันที แต่แดงไม่ได้ซื้อตั๋วให้ขาว แดงเอาเงิน 2,000 บาทที่ขาวมอบให้ไปใช้เสียเอง ดังนี้ แดงมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด จงวินิจฉัย
มาตรา 334 – ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
คำวินิจฉัย:
องค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ประกอบด้วย
- เอาไป
- ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
- โดยเจตนา
- โดยทุจริต
กรณีที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นกรณีการเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปจากการครอบครองของผู้อื่นโดยทุจริต หรือเป็นการแย่งการครอบครองนั่นเอง ในกรณีที่เป็นการเอาทรัพย์สินของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ในขณะที่ผู้เอาทรัพย์สินนั้นไปได้ครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ โดยอาจจะเป็นการครอบครองเพราะเจ้าของส่งมอบการครอบครองให้โดยชอบหรือเพราะเจ้าของส่งมอบให้โดยสำคัญผิด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้เอาไปนั้นเก็บได้ ย่อมไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สินหายแล้วแต่กรณีตามมาตรา 352
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ขาวได้ฝากเงินให้แดงซื้อตั๋วให้ โดยมอบเงินให้แดง 2,000 บาท และได้ยืนรอเอาบัตรผ่านประตูจากแดงอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น แต่แดงซื้อบัตรผ่านประตูเฉพาะของแดงและรีบเข้าประตูสนามุตบอลโดยไม่ได้ซื้อตั๋วให้ขาว และแดงได้เอาเงิน 2,000 บาท ที่ขาวมอบให้ไปใช้เสียเองนั้น การกระทำของแดงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 และการที่ขาวส่งมอบเงินให้แดง 2,000 เพื่อให้แดงซื้อตั๋วให้นั้น ถือว่าเงินนั้นยังคงอยู่ในความครอบครองของขาวอยู่ โดยขาวไม่ได้เจตนาสละการครอบครอง เมื่อแดงได้เอาเงินที่ขาวมอบให้ไปใช้เสียเอง จึงเป็นการแย่งการครอบครองโดยพาเอาทรัพย์เคลื่อนที่ไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ครบองค์ประกอบ ความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ดังนั้น แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334
สรุป: แดงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334
ข้อ 4: นายหนึ่งซื้อที่ดินจากนายสองในราคา 1,000,000 บาท โดยให้นายสามเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายและขดทะเบียนใส่ชื่อนายสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนนายหนึ่ง โดยนายหนึ่งให้ค่าตอบแทนแก่นายสามเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท แล้วนายหนึ่งทำการปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ลงในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยที่นายสามไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ต่อมานายสามร่วมกับนายสองทำสัญญา และจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวในราคา 500,000 บาท โดยไม่ได้รับความผิดยอมจากนายหนึ่ง แล้วนายสามเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินไป ให้วินิจฉัยว่า นายสามและนายสองมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่
มาตรา 352 -ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
(วรรคสอง) ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายสามและนายสองไม่มีความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352






ใส่ความเห็น