LAW2112 (LAW2012)
📍 พิกัดสั่งซื้อ
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 | Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมหัวข้อเรื่องทุกมาตรา
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2112
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2112
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นายพอคื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตแบบอาศัยความมรณะกับบริษัท มั่นคงประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จำนวนเงินประกัน 1,000,000 บาท ความคุ้มครองตามสัญญาเป็นแบบตลอดชีพ ระบุ นางสวย ภริยาของตนเป็นผู้รับประโยชน์ ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ในขณะที่ทำสัญญา แพทย์ผู้ตรวจสุขภาพของนายพอแจ้งว่านายพอมีอาการหัวใจเต้นเร็วแต่ยังไม่พบว่าเป็นโรคร้ายแรงเกี่ยวกับหัวใจ ให้ทำการตรวจวินิจฉัยต่อ นายพอจึงระบุในคำขอเอาประกันชีวิตว่าตนไม่มีโรคร้ายแรง ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นายพอเข้าตรวจสุขภาพทรวงอกอีกครั้ง ต่อมาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 แพทย์ผู้ตรวจทำการติดต่อนายพอ แจ้งว่านายพอเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (เป็นโรคร้ายแรงที่บริษัท มั่นคงประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ไม่รับทำประกันชีวิต) แต่นายพอไม่ได้แจ้งไปยังบริษัทฯ ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 บริษัทฯ ได้ตอบรับคำขอเอาประกันชีวิตของนายพอ และออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้นายพอ 1 ฉบับ ปรากฎว่าในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นายพอและนางสวยเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 นางสาวส้มทายาทเพียงคนเดียวของนายพอ จึงทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทฯ เพื่อขอรับเงินตามสัญญาประกันชีวิตของนายพอ
ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นางสาวส้มชอบที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิตของนายพอจาก บริษัท มั่นคงประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 862 – ตามข้อความในลักษณะนี้
คำว่า “ผู้รับประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
คำว่า “ผู้เอาประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย
คำว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับจำนวนเงินใช้ให้
อนึ่ง ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้
มาตรา 863 – อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด
มาตรา 865 – ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดี หรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ
ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นางสาวส้มไม่มีสิทธิได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิตของนายพอจากบริษัทมั่นคงประกันชีวิตจำกัด (มหาชน)
ข้อ 2: นายหมื่นเป็นเจ้าของรถยนต์คันหนึ่ง ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปทำสัญญาประกันภัยในความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรถยนต์กับ บริษัท ยั่งยืนประกันวินาศภัย จำกัด จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย 500,000 บาท มีกำหนดเวลา 1 ปี หลังจากทำสัญญาประกันภัยได้ 5 เดือน นายเรืองมาติดต่อนายหมื่นเพื่อขอซื้อรถยนต์จากนายหมื่น และนัดทำสัญญาซื้อขายกันในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ปรากฎว่าในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 นายหมื่นขับรถยนต์คันนั้นไปทำธุระ แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดเหตุขับไปเฉี่ยวชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางเป็นเหตุให้รถยนต์คันนั้นได้รับความเสียหาย ตีราคาความเสียหายเป็นจำนวน 50,000 บาท โดยนายหมื่นยังไม่ได้เรียกค่าสินไหมทดแทนกับบริษัท ยั่งยืนประกันวินาศภัย จำกัด ซึ่งนายหมื่นได้มีการบอกกล่าว การโอนขายรถยนต์คันนั้นเป็นหนังสือไปยังบริษัทฯ แล้ว
ดังนั้น เมื่อครบกำหนดวันนัดทำสัญญาซื้อขาย นายเรืองได้มาทำสัญญาตามนัดไว้ และแม้นายเรืองจะเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายแต่ก็ต้องการที่จะซื้อ เพราะเห็นว่ารถยนต์คันนี้มีประกัน นายเรืองก็สามารถเรียกให้ บริษัท ยั่งยืนประกันวินาศภัย จำกัด นั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในฐานะผู้รับโอนสิทธิมาโดยสัญญาซื้อขาย
จงวินิจฉัยว่า นายเรืองมีสิทธิเรียกให้บริษัท ยั่งยืนประกันวินาศภัย จำกัด ใช้ค่าสินไหมทดแทน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ที่นายเรืองได้ซื้อมาจากนายหมื่นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 306 (วรรคหนึ่ง) – การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ
มาตรา 875 – ถ้าวัตถุอันได้เอาประกันภัยไว้นั้น เปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัยโดยพินัยกรรมก็ดี หรือโดยบัญญัติกฎหมายก็ดี ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยก็ย่อมโอนตามไปด้วย
ถ้าในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยและบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัยไซร้ ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย อนึ่ง ถ้าในการโอนเช่นนี้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้ ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายเรืองไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัท ยั่งยืนประกันวินาศภัย จำกัด ใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ที่นายเรืองได้ซื้อมาจากนายหมื่น
ข้อ 3: นายปรีชาและนางบุญมีเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นายปรีชาได้ทำสัญญากู้เงินจากนายเจริญมาจำนวน 200,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในกิจการการค้าของตน ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2563 นายปรีชาได้ทำสัญญาเอาประกันชีวิตนางบุญมีต่อ บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด จำนวนเงินเอาประกัน 500,000 บาท โดยทำสัญญาแบบอาศัยเหตุมรณะ ระบุให้นายปรีชาเป็นผู้รับประโยชน์โดยได้ชำระเบี้ยประกันไปจำนวน 50,000 บาท วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นางบุญมีประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปเที่ยวกับเพื่อน ทำให้นางบุญมีถึงแก่ความตาย นายปรีชาจึงแจ้งไปยังบริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด เพื่อขอรับเงินประกันตามสัญญา และนอกจากนั้นนายเจริญเจ้าหนี้ของนายปรีชาก็ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด ใช้เงินให้แก่นายเจริญก่อนในฐานะเจ้าหนี้ของผู้เอาประกันภัย
ดังนี้จงวินิจฉัยว่า บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด จะต้องใช้เงินตามสัญญาให้กับนายปรีชาและนายเจริญหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด
มาตรา 863 – อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด
มาตรา 889 – ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง
มาตรา 897 (วรรคสอง) – ถ้าได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่าให้ใช้เงินแก่บุคคลคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ท่านว่าเฉพาะแต่จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ส่งไปแล้วเท่านั้นจักเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัยอันเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายปรีชาและนางบุญมีเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และนายปรีชาได้ทำสัญญาประกันชีวิตนางบุญมีต่อบริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด จำนวนเงินเอาประกัน 500,000 บาท โดยทำสัญญาแบบอาศัยเหตุมรณะ และระบุให้นายปรีชาเป็นผู้รับประโยชน์นั้น ถือว่าเป็ฯการประกันชีวิตของผู้อื่น และเมื่อนายปรีชามีความสัมพันธ์กับนางบุญมีในฐานะคู่สมรส จึงถือว่านายปรีชามีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ตามมาตรา 863 และมาตรา 889 สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา ดังนั้น เมื่อนางบุญมีถึงแก่ความตาย บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด จึงต้องใช้เงินตามสัญญาแก่นายปรีชาผู้รับประโยชน์จำนวน 500,000 บาท
ส่วนกรณีนายเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของนายปรีชานั้น บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด ไม่ต้องใช้เงินให้กับนายเจริญ เนื่องจากกรณีตามมาตรา 897 วรรคสองนั้น จะใช้กับกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเอง และเมื่อผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย เฉพาะจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ส่งไปแล้ว จึงจะตกเข้ากองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้สามารถเอาไปใช้หนี้ได้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องเอาประกันชีวิตผู้อื่น ย่อมไม่มีมีโอกาสได้เงินประกันภัยหรือเบี้ยประกันภัยจะตกเข้ากองมรดกของผู้เอาประกันชีวิตได้ เพราะผู้เอาประกันชีวิตยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามสัญญานั้น
สรุป: บริษัท เมืองดีประกันชีวิต จำกัด จะต้องใช้เงินตามสัญญาให้กับนายปรีชาแต่ไม่ต้องใช้ให้แก่นายเจริญ





