LAW2107 (LAW2007)

📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 & Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญา

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2107
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2107

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


ข้อ 1: ดำไปติดต่อราชการขอทำบัตรประชาชนที่อำเภอแห่งหนึ่ง ขาวปลัดอำเภอมีหน้าที่ออกบัตรประชาชนตามระเบียบของกระทรวงฯ กำลังดำเนินการให้ ดำเห็นว่าขาวบริการให้ไม่ทัน ล่าช้า จึงพูดว่าช่วยลัดคิวให้หน่อย ขาวบอกกับดำว่าต้องเป็นไปตามลำดับก่อนหลังของผู้มาใช้บริการ ดำโกรธไม่พอใจจึงเดินออกมาจากอำเภอ ระหว่างลงบันได ดำพบแม่ค้าปั่นใต้ที่ทำการจึงพูดกับแม่ค้าว่า “ป้ารู้จักไอ้ปลัดขาวใช่มั้ย ฝากไปบอกมันด้วยว่าไม่รู้เสียแล้วว่ากูเป็นใคร กูทนรอมันมานานแล้วไอ้ปลัดสัตว์หมา” แม่ค้าน้ำปั่นวิ่งขึ้นไปบนอำเภอบอกข้อความนี้แก่ขาว ดังนี้ ดำมีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 136 – ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(อ่านเพิ่มเติม) ความผิดอาญาฐานดูหมิ่นและความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน: https://law.nmu.ac.th/wp-content/uploads/2021/09/014

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ดำไปติดต่อราชการเพื่อขอทำบัตรประชาชนที่อำเภอแห่งหนึ่ง โดยมีขาว ปลัดอำเภอมีหน้าที่ออกบัตรประชาชนกำลังดำเนินการให้ ดำเห็นว่าขาวบริการให้ไม่ทันใจจึงพูดว่า “ช่วยลัดคิวให้หน่อย” ขาวบอกกลับคำว่า “ต้องเป็นไปตามลำดับก่อนหลังของผู้มาใช้บริการ” ดำโกรธไม่พอใจจึงเดินออกจากอำเภอ และระหว่างลงบันไดดำได้พูดกับแม่ค้าน้ำปั่นว่า “ป้ารู้จักไอ้ปลัดขาวใช่มั้ย ฝากไปบอกมันด้วยว่าไม่รู้เสียแล้วว่ากูเป็นใคร กูทนรอมันมานานแล้วไอ้ปลัดสัตว์หมา” นั้น จะเห็นได้ว่าคำพูดของดำที่ว่า “ไอ้ปลัดสัตว์หมา” นั้น เป็นคำที่มีลักษณะเป็นการดูถูกเหยียดหยามขาวซึ่งเป็นปลัดอำเภอ และแม้ว่าดำจะพูดกับแม่ค้านำปั่นโดยที่ขาวไม่ได้ยิน เพราะเป็นการพูดลับหลัง ก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นขาวซึ่งเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และเมื่อได้กระทำโดยเจตนา จึงครบองค์ประกอบความผิดมาตรา 136 ดำจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136

สรุป: ดำมีความผิดอาญาฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136


ข้อ 2: นายเขียวไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวนว่า มีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านของนายแดง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ไม่มีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านของนายแดงแต่ประการใด ซึ่งนายเขียวก็ทราบดี ดังนี้ นายเขียวมีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอย่างไรหรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 173 – ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นายเขียวมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 173


ข้อ 3: นายหนึ่ง นายสอง นายสาม นายสี่ และนายห้า ได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะวางเพลิงเผาตึก ที่ทำการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นายห้าคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้ และไม่ไปร่วมทำการตามที่นัดหมาย ส่วนนายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายสี่ ถูกตำรวจจับได้ในระหว่างกำลังหิ้วน้ำมันเบนซินและไม้ขีดไฟมาวางข้างตึกคณะนิติศาสตร์​ ดังนี้ บุคคลทั้งห้า มีความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน และมีความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนประการใดหรือไม่

มาตรา 210 วรรคหนึ่ง – ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 217 – ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

มาตรา 219 – ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 หรือมาตรา 218 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำความผิดนั้นๆ

คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยมีว่า บุคคลทั้งห้ามีความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนประการใดหรือไม่ เห็นว่า

ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ คือ

  1. สมคบกัน
  2. ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
  3. เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป
  4. โดยเจตนา

“การสมคบกัน” ที่จะเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจรนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ
(ก) จะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน
(ข) จะต้องมีการตกลงร่วมกันว่าจะกระทำความผิด

การสมคบกันนั้น จะต้องสมคบกัน “ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป” จึงจะเป็นความผิด ดังนั้นจะมากกว่า 5 คนหรือ 5 คนพอดี ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว แต่ถ้าต่ำกว่าห้าคนแล้วไม่เป็นความผิดฐานซ่องโจร

“เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2” หมายความว่า ความผิดนั้น จะต้องเป็นความผิดตามภาค 2 ได้แก่ ความผิดตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 366 เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฆ่าคนตาย วางเพลิน เผาทรัพย์ เป็นต้น

“ความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป” หมายความว่า โทษอย่างสูงเป็นอัตราโทษอย่างสูงตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ ซึ่งมิใช่โทษที่ศาลจะลงแก่ผู้กระทำความผิด ทั้งนี้จะต้องมีกำหนดโทษอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปด้วย

“โดยเจตนา” หมายความว่า รู้สึกสำนึกว่าเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าความผิดที่จะกระทำนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปหรือไม่ กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่ง นายสอง นายสาม นายสี่ และนายห้า ได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะวางเพลินเผาตึกที่ทำการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่นายห้าคัดค้านไม่เห็นด้วยและไม่ไปร่วมทำการตามที่นัดหมายนั้น ไม่ถือว่าเป็นการสมคบกันครบ 5 คน ในความผิดฐานเป็นซ่องโจร เพราะคำว่าสมคบนั้น หมายถึง การปรึกษาหารือแล้วตกลงร่วมกันที่จะทำการความผิด แต่เมื่อนายห้าไม่ได้ตกลงร่วมกันด้วยกับพวกอีกสี่คน ผู้ที่สมคบกันกระทำความผิดจึงมีเพียงสี่คน ดังนั้น บุคคลทั้งห้าจึงไม่มีความผิด ฐานเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า บุคคลทั้งห้ามีความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนประการใดหรือไม่ เห็นว่า

ความผิดฐานตระเตรียมการวางเพลิงตามมาตรา 219 มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ คือ

  1. ตระเตรียม
  2. เพื่อกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 หรือ มาตรา 218
  3. โดยเจตนา

โดยทั่วไปแล้ว การตระเตรียมการยังไม่ถือว่าเป็นความผิด เพราะยังไม่ลงมือกระทำความผิด แต่การวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น มีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยและก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้นการตระเตรียมการเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น จึงเป็นความผิดแล้ว และต้องระวางโทษเท่ากับพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามมาตรา 217 หรือมาตรา 218 แล้วแต่กรณี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายสี่ ถูกตำรวจจับได้ในระหว่างกำลังหิ้วน้ำมันเบนซินและไม้ขีดไฟมาวางข้างตึกนิติศาสตร์นั้น การกระทำของบุคคลทั้งสี่ย่อมถือว่าอยู่ในขั้นตระเตรียมการวางเพลิงแล้ว เพราะเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ อันนำไปสู่การกระทำผิดสำเร็จได้ และถือว่าเป็นการตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ดังนั้นตึกนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย นับเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน) ดังนั้นบุคคลทั้งสี่จึงมีความผิดฐานตระเตรียมการวางเพลิงตามมาตรา 219 ส่วนนายห้าไม่มีความผิดฐานนี้ด้วยเพราะไม่ได้ร่วมกระทำผิด

สรุป: บุคคลทั้งห้าไม่มีความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 แต่นายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายสี่ มีความผิดฐานตระเตรียมการวางเพลิงตามมาตรา 219


ข้อ 4: นายแดงซื้อรถยนต์มือสองจำนวน 1 คัน จากนายม่วงในราคา 300,000 บาท โดยชำระเงินสดในวันทำสัญญากึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนายแดงสั่งจ่ายเช็คผู้ถือจำนวน 1 ฉบับ ชำระหนี้ให้แก่นายม่วง โดยนายแดงประทับตราปลอมของธนาคารไทยนิยม จำกัด (มหาชน) และลงลายมือชื่อของ กรรมการธนาคาร ดังกล่าวด้านหลังเช็คผู้ถือเพื่อแสดงว่ามีการสลักหลังรับรองเช็ค ต่อมาเช็คฉบับดังกล่าวถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน นายม่วงจึงทวงถามให้ธนาคาร ไทยนิยม จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ตามเช็ค ให้วินิจฉัยว่า นายแดงมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารหรือไม่

มาตรา 264 วรรคหนึ่ง – ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 268 – ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: นายแดงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 และฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
แนวข้อสอบ law2107
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Attorney285
แนวข้อสอบ law2107
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
หนังสือ ป.อาญา และ ป.วิอาญา
หนังสือประมวลกฎหมายอาญา

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,060 views