LAW2107 (LAW2007)
📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย): Attorney285 & Sheet and Book
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายอาญา
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2107
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2107
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: นางสมศรีถูกฟ้องเป็นจำเลย นางสมศรีทราบว่า ส.ต.ต.สมชายจะต้องไปเป็นพยานตามหมายเรียกของศาล จึงขอยกลูกสาวตนให้ ส.ต.ต.สมชาย เพื่อให้ ส.ต.ต.สมชายเบิกความผิดจากความจริง ส.ต.ต.สมชายจับนางสมศรี ดังนี้ จะตั้งข้อหาว่านางสมศรีกระทำความผิดอย่างใดได้หรือไม่
มาตรา 144 – ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำวินิจฉัย: กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสมศรีถูกฟ้องเป็นจำเลย และนางสมศรีทราบว่า ส.ต.ต.สมชาย จะต้องไปเป็นพยานตามหมายเรียกของศาล จึงขอยกลูกสาวตนให้ ส.ต.ต.สมชาย เพื่อให้ ส.ต.ต.สมชายเบิกความผิดจากความเป็นจริงนั้น ถือเป็นการให้ทรัภพย์สินแก่พนักงานแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการที่ ส.ต.ต.สมชายต้องไปเบิกความต่อศาลในฐานะพยานตามหมายเรียกของศาลนั้น เป็นการกระทำหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่กระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ดังนั้น แม้ว่านางสมศรีจะยกลูกสาวให้โดยรู้อยู่แล้วว่า ส.ต.ต.สมชาย เป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่มีเจตนาพิเศษ คือ ไม่ได้เป็นการจูงใจเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ดังนั้น การกระทำของนางศมศรีจึงขาดองค์ประกอบของความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 144 นางสมศรีจึงไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
สรุป: นางสมศรีไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 144
ข้อ 2: นายอ้วนทำสัญญากู้ยืมเงินนางเพรียวจำนวน 100,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดชำระเงินคืน นายอ้วนไม่ต้องการชำระหนี้จึงทำคำฟ้องเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางเพรียวเป็นจำเลยต่อศาลอาญา กล่าวหาว่า นางเพรียวปลอมลายมือชื่อของนายอ้วนในสัญญากูย้ยืม ขอให้ศาลอาญาลงโทษนางเพรียวในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ต่อมาศาลอาญาไต่สวนคำฟ้องของนายอ้วนแล้ว เชื่อว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อของนายอ้วนจริง ไม่ใช่ลายมือชื่อปลอม จึงมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่านายอ้วนมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 175 – ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายอ้วนมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175
ข้อ 3: ดำเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยของรัฐ มีหน้าที่จัดซื้อทีวีเครื่องละ 20,000 บาท จำนวน 20 เครื่อง ตามระเบียบราชการ ตกลงซื้อทีวีตามหน้าที่กับพ่อค้าผู้ขายในราคาเครื่องละ 30,000 จำนวน 20 เครื่อง โดยบอกกับพ่อค้าว่าให้เอาทีวีอีก 2 เครื่องไปติดไว้ที่บ้านของตนด้วย พ่อค้านำทีวีไปติดให้ตามที่ตกลง ดังนี้ ดำจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 1 – ในประมวลกฎหมายนี้
*(1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
* (16) “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่
มาตรา 151 – ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายดำมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151
ข้อ 4: นายทองกู้ยืมเงินจากนางเดือนจำนวน 500,000 บาท และครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่นายทองยังไม่มีเงินจะจ่ายคืน นายทองกลัวว่านางเดือนจะยึดเอาที่ดิน น.ส.3ก เลขที่ 123 ของตนซึ่งได้รับเป็นมรดกมาจากบิดาแล้วนำออกขายเพื่อใช้หนี้แทน นายทองจึงร่วมกันกับนายเงินทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวขึ้นมา โดยนายทองลงลายมือชื่อของตนเองในช่องผู้ขายและนายเงินลงลายมือของตนเองในช่องผู้ซื้อ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีเจตนาจะซื้อขายกันจริง เพียงแต่ทำเอกสารสัญญาซื้อขายไว้หลอกลวงนางเดือนเท่านั้น ให้วินิจฉัยว่านายทองและนายเงินมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่
มาตรา 264 วรรคหนึ่ง – ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายทองและนายเงินไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264





