LAW2105

📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย):
Attorney285
Sheet and Book

ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมหัวข้อเรื่องทุกมาตรา

เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2105
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2105

แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง


ข้อ 1: นายแดงตกลงซื้อขายที่ดินจากนายดำในราคา 1 ล้านบาท โดยวันที่ตกลงซื้อขายกัน นายแดงได้ชำระเงิน 2 แสนบาท และทั้งคู่ตกลงกันว่าค่าธรรมเนียมโอนให้ออกคนละครึ่ง หลังจากนั้น นายดำขายที่ดินให้นายขาวในราคา 1 ล้าน 5 แสนบาท โดยไปจดทะเบียนโอนให้ทันที กรณีดังกล่าว สัญญาซื้อขายระหว่างนายแดงกับนายดำเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด และสัญญาซื้อขายระหว่าง นายดำกับนายขาวเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด มีผลทางกฎหมายอย่างไร และระหว่างนายแดงกับนายขาว ใครมีสิทธิที่ดินดีกว่ากัน

มาตรา 453 – อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

มาตรา 456 – การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะซื้อขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

มาตรา 457 – ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายจึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย

มาตรา 458 – กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: สัญญาซื้อขายระหว่างนายแดงกับนายดำเป็นสัญญาจะซื้อ จะขายและมีผลสมบูรณ์ ส่วนสัญญาซื้อขายระหว่างนายดำกับนายขาวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและมีผลสมบูรณ์เช่นเดียวกัน และนายขาวจะมีสิทธิในที่ดินดีกว่านายแดง


ข้อ 2: นายเอกนำรถยนต์ของตนออกขายทอดตลาดโดยมีนายสองเป็นผู้ซื้อ หลังจากนายสองได้รถยนต์มาก็นำไปขายต่อให้กับนางสวย โดยนายสองรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ที่ตนซื้อมานั้นระบบเบรกมีปัญหาโดยในการขายนายสองทำข้อตกลงกับนางสวยว่าตกจะไม่ขอรับผิดหากมีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้น หลังจากนางสวยได้รถไปก็พบว่าระบบเบรกมีปัญหา จึงไปเรียกให้นายสองผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว นายสองต่อสู้ว่าทรัพย์นี้ตนซื้อมาจากการขายทอดตลาดประกอบกับมีข้อตกลงว่าจะต้องไม่รับผิดชอบ คนจึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว ให้ท่านวินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายสองฟังขึ้นหรือไม่ แล้วนายสองจะฟ้องนายเอกให้รับผิดในความชำรุดบกพร่องได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

มาตรา 472 – ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด

ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

มาตรา 473 – ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
* (3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด

มาตรา 483 – คู่สัญญาซื้อขายจะตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้

มาตรา 485 – ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มความรับผิดของผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเองหรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: ข้อต่อสู้ของนายสองทั้ง 2 กรณีฟังไม่ขึ้น และนายสองจะฟ้องนายเอกให้รับผิดในความชำรุดบกพร่องไม่ได้


ข้อ 3: จำเลยทำสัญญาเป็นหนังสือจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงหนึ่งของจำเลยไว้กับโจทก์ ในราคา 5 แสนบาท ไม่ได้กำหนดค่าสินไถ่ กำหนดเวลาไถ่คืน 4 ปี ขายฝากที่ดินไปได้ 2 ปี จำเลยกับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งโจทก์และจำเลยว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยไถ่ที่ดินที่ขายฝากหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาแล้ว แต่ไม่ได้กำหนดเวลาขยายต่อไปอีกกี่ปี เมื่อขายฝากไปได้ 5 ปี จำเลยได้นำเงินสดจำนวน 5 แสนบาท มาขอไถ่ที่ดินแปลงนั้นคืนจากโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยไถ่ที่ดินแปลงนั้นคืน โดยอ้างว่าเลยกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญา 4 ปีแล้ว และการตกลงให้ขยายกำหนดเวลาไถ่ก็ไม่ได้กำหนดเวลาขยายไว้ว่ากี่ปี การขยายกำหนดเวลาไถ่ จึงใช้บังคับโจทก์ไม่ได้ และค่าสินไถ่ก็ไม่ครบถ้วน ยังขาดดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15% ต่อปีจากราคาขายฝาก ให้ท่านวินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้สิทธิไถ่ที่ดินแปลงนั้นคืนแล้วหรือยัง ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการขยาย เวลาไม่ใช้บังคับไม่ได้ จำนวนสินไถ่ไม่ถูกต้อง ใช้ได้หรือไม่เพราะเหตุใด

มาตรา 456 วรรคหนึ่ง – การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

มาตรา 491 – อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้

มาตรา 492 วรรคหนึ่ง – ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ แล้วแต่กรณี

มาตรา 494 – ท่านมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเมื่อพ้นเวลาดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดสิบปีนับแต่เวลาซื้อขาย
(2) ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ กำหนดสามปีนับแต่เวลาซื้อขาย

มาตรา 496 – กำหนดเวลาไถ่นั้น อาจทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ได้ แต่กำหนดเวลาไถ่รวมกันทั้งหมด ถ้าเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 494 ให้ลดลงมาเป็นกำหนดเวลาตามมาตรา 494

การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ ถ้าเป็นทรัพย์สินซึ่งการซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้ามมิให้ยกการขยายเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เว้นแต่จะได้นำหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 498 –  สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้เฉพาะต่อบุคคลเหล่านี้ คือ
(1) ผู้ซื้อเดิม หรือทายาทของผู้ซื้อเดิม หรือ
(2) ผู้รับโอนทรัพย์สิน หรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แต่ในข้อนี้ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอน ว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่คืน

มาตรา 499 – สินไถ่นั้นถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าใดไซร้ ท่านให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก ถ้าปรากฎในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ให้ไม่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปี

คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)

สรุป: ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการขยายเวลาไม่ใช้บังคับไม่ได้ จำนวนสินไถ่ไม่ถูกต้อง จึงใช้ไม่ได้


สั่งซื้อแนวข้อสอบพร้อมคำอธิบาย, คำวินิจฉัย, หนังสือ
แนวข้อสอบ law2105
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Attorney285
แนวข้อสอบ law2105
แนวข้อสอบและวินิจฉัย
Sheet and Book
หนังสือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หนังสือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกมาตรา

We’re Moving!

PNSHEETRAM กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้ย้าย platform ไปที่
| thinksphere.co

PNSHEETRAM is evolving to deliver a better learning experience. To expand access to quality educational resources, we have transitioned our platform to
| thinksphere.co

102,060 views