LAW2102
📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย):
Sheet Ram
Attorney285
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมหัวข้อเรื่องทุกมาตรา
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2102
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2102
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นายกิตติทำสัญญาจ้างนายธรรม ซึ่งมีอาชีพทนายความ เพื่อฟ้อง นายพฤกษ์ให้ชำระหนี้จำนวน 500,000 บาท แก่นายกิตติ โดยตกลงว่าจะชำระค่าจ้างทั้งหมด จำนวน 50,000 บาท ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา ต่อมานายธรรมก็ดำเนินการฟ้องคดีและสืบพยานจนคดีเสร็จการพิจารณาและศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา นายธรรมไปฟังคำพิพากษา ส่วนนายกิตติไม่ไป ปรากฎว่าศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้นายกิตติชนะคดี หลังจากนั้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 นายธรรมได้แจ้งผลคดีให้ นายกิตติทราบและขอให้ชำระค่าจ้าง แต่นายกิตติก็ไม่ยอมชำระเงิน ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า นายกิตติต้องรับผิดชอบค่าจ้างและต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดแก่นายธรรมหรือไม่ นับตั้งแต่เมื่อใด เพราะเหตุใด
มาตรา 203 – ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
มาตรา 204 – ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายกิตติต้องรับผิดชำระค่าจ้าง และต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดแก่นายธรรมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป
—–
ข้อ 2: นายทะเลได้ยืมรถยนต์ของนายรวยเพื่อขับไปทำงานเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน หลังจากยืมได้เพียง หนึ่งสัปดาห์ นายมึนได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่นายทะเลยืมมา เป็นเหตุให้กระโปรงท้ายและไฟท้ายของรถยนต์เสียหาย นายทะเลรีบนำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมให้เรียบร้อยก่อนจะส่งคืนให้แก่นายรวยตามสัญญา เสียค่าซ่อมไปจำนวน 30,000 บาท ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายทะเลจะสามารถเรียกเงินค่าซ่อมคืนจากนายมึนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 226 วรรคหนึ่ง – บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง
มาตรา 227 – เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายทะเลไม่อยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ จึงไม่สามารถเรียกค่าซ่อมคืนจากนายมึนได้
–
ข้อ 3: นายมั่งมีให้นายหินและนายปูนกู้ยืมเงินไปจำนวน 200,000 บาท เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ นายหินได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวให้แก่นายซ่าในราคา 500,000 บาท ซึ่งนายซ่ารู้อยู่แล้วว่านายหินเป็นหนี้นายมั่งมี ต่อมานายมั่งมีทราบเรื่องจึงต้องการ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว แต่น้อยหินต่อสู้ว่านายปูนซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมอีกคนหนึ่งมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ให้แก่นายมั่งมี เนื่องจากนายปูนมีเงินสดจำนวน 300,000 บาท และมีบ้านพร้อมที่ดินรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท นายมั่งมีจึงไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายมั่งมีจะสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 237 – เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน
มาตรา 291 – ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายมั่งมีสามารถฟ้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ ตามมาตรา 237 ประกอบมาตรา 291
—–
ข้อ 4: ในวันที่ 1 มกราคม 2564 นายโชคซึ่งเป็นเจ้าของสวนสัตว์ ได้ตกลงซื้อขายช้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ ร่วมกันของนายเมฆและนายหมอก ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำถูกต้องตามแบบของกฎหมายทุกประการ โดยมิได้กำหนดเวลาส่งมอบกันไว้ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2564 นายโชคได้ทำการทวงถามให้นายเมฆส่งมอบช้างตัวดังกล่าวให้แก่ตนแต่นายเมฆเพิกเฉย ไม่ยอมส่งมอบช้างให้แก่นายโชค โดยนายหมอกไม่ทราบเรื่องการทวงถามดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายเมฆและนายหมอกตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 295 – ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง
ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน
มาตรา 301 – ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายเมฆและนายหมอกตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด





