LAW2102
📍 พิกัดสั่งซื้อพร้อมเฉลย
ซื้อข้อสอบ (เล่ม/มีคำอธิบาย):
Sheet Ram
Attorney285
ซื้อหนังสือ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมหัวข้อเรื่องทุกมาตรา
เพิ่มเติม
1. วิชา LAW (ทั้งหมด)
2. วิชา LAW2102
3. มาตราที่ใช้ตอบ LAW2102
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ กรณีต้องการคำอธิบาย/วินิจฉัยรูปแบบเต็ม สามารถสั่งซื้อได้จากลิงก์ด้านบนหรือคลิกด้านล่าง
ข้อ 1: วิชิตขายม้าให้วิชัยหนึ่งตัว โดยกำหนดส่งมอบม้าวันที่ 20 มกราคม 2559 แต่ก่อนถึงกำหนดส่งมอบ 10 วัน วิชัยได้แจ้งไปยังวิชิตว่า ตามกำหนดส่งมอบม้านั้น วิชัยไม่สามารถรับมอบม้าได้ เนื่องจากยังสร้างคอกม้าไม่เสร็จ ปรากฎว่าวิชิตได้บอกกล่าวไปยังวิชัยว่า วิชิตได้เตรียมการที่จะส่งมอบม้าไว้พร้อมแล้ว แต่วิชัยก็ยังปฏิเสธไม่ยอมรับม้า ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ใครตกเป็นผู้ผิดนัด เพราะเหตุใด
มาตรา 207 – ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด
มาตรา 208 วรรสอง – แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชำระหนี้ก็ดี หรือเพื่อที่จะชำระหนี้จำเป็นที่เจ้าหนี้จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่าได้เตรียมการที่จะชำระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้นั้น เท่านี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนี้ท่านว่าคำบอกกล่าวของลูกหนี้นั้นก็เสมอกับคำขอปฏิบัติการชำระหนี้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: วิชัยเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด ทั้งนี้ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
—–
ข้อ 2: นายเอกยืมควายนายโทไถนาสองวัน แต่ยังไถนาไม่เสร็จ ขณะที่นายเอกให้ควายไถนาในวันที่สามหลังจากยืม นายตรีขับรถมาตามถนนเกิดหลับใน รถพุ่งลงท้องนาชนควายคอหักตาย ดังนี้ นายโทจะเรียกให้ใครรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าวได้บ้าง เพราะเหตุใด และจะแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร จงอธิบาย
มาตรา 203 วรรคสอง – ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
มาตรา 204 วรรสอง – ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว
มาตรา 217 – ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแก่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนด ก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง
มาตรา 226 – บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง
ช่วงทรัพย์ ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่ง ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน
มาตรา 227 – เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย
มาตรา 228 วรรคหนึ่ง – ถ้าพฤติการณ์ซึ่งทำให้การชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัยนั้น เป็นผลให้ลูกหนี้ได้มาซึ่งของแทนก็ดี หรือได้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อทรัพย์อันจะพึงได้แก่ตนนั้นก็ดี ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ส่งมอบของแทนที่ได้รับไว้หรือจะเข้าเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเองก็ได้
มาตรา 420 – ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายโทสามารถเรียกให้นายเอกและนายตรีรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าวได้ โดยการแบ่งความรับผิดชอบของนายเอกและนายตรีนั้น จะใช้หลักในการรับช่วงสิทธิและช่วงทรัพย์มาพิจารณา คือ ถ้านายเอกลูกหนี้ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยให้แก่นายโทเจ้าหนี้แล้ว นายเอกย่อมมีสิทธิที่จะเข้ารับช่วงสิทธิของนายโทในการไปเรียกเอาจากนายตรีผู้ทำละเมิดได้ ทั้งนี้ ตายเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
—–
ข้อ 3: นายเมฆซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่จากนายหมอกเมื่อปี 2555 โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2558 นายเมฆทำสัญญาจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายฟ้าราคา 1,000,000 บาท เพื่อสร้างโรงงานและคลังสินค้า กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 แต่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ทางกรุงเทพมหานครส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ดินแปลงนี้เพื่อสร้างถนนสาธารณะประโยชน์รวมเนื้อที่ 300 ตารางวา โดยแจ้งว่านายหมอกได้ยกให้เป็นถนนสาธารณะแล้วตั้งแต่ปี 2553 แต่ในทะเบียนที่ดินไม่ได้บันทึกการยกให้ไว้ นายเมฆจึงไม่เคยทราบมาก่อน กระทั่งได้ทำสัญญาจะขายที่ดินแปลงนี้แก่นายฟ้า นายฟ้าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามความประสงค์ จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากนายเมฆ ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า นายเมฆจะต้องรับผิดหรือไม่ เพราะเหตุใด
มาตรา 219 – ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น
ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยฉะนั้น
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายเมฆไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายฟ้า ทั้งนี้ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
–
ข้อ 4: ในวันที่ 14 มีนาคม 2557 นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ได้ทำหนังสอสัญญาเป็นลูกหนี้ร่วมกู้เงินจากนายแดงไปจำนวน 3,000,000 บาท โดยมิได้มีการกำหนดเวลาชำระหนี้ลงไว้ นอกจากนี้ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวนั้น นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ได้ทำข้อตกลงระหว่างกันเองไว้ว่า นายหนึ่งจะไม่รับผิดชอบอย่างใดเลยในหนี้จำนวนนี้ อีกสองเดือนต่อมานายแดงได้ไปทำสัญญาซื้อรถยนต์หนึ่งคัน ในราคา 1,000,000 บาท จากโชว์รูมขายรถยนต์ของนายสาม โดยมีข้อตกลงกันว่านายแดงจะชำระค่ารถยนต์เป็นเงิน 1,000,000 บาทให้แก่นายสาม ภายในวันที่ 14 มีนาคม 2559 หลังจากนั้นนายสามประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตโดยมีนางสวยเป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวของนายสาม ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม 2559 นายแดงได้ทวงถามให้นางสวยในฐานะทายาทของนายสามลูกหนี้ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดจำนวน 3,000,000 บาทให้แก่ตน นางสวยจึงแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับนายแดงระหว่างนี้ที่นายแดงค้างชำระค่ารถยนต์ต่อนายสามจำนวน 1,000,000 บาท กับหนี้เงินกู้รายดังกล่าว แต่นายแดงต้องการได้เงินสดเพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการของตน อีกทั้งเห็นว่านางสวยไม่มีสิทธิแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้แทนนายสาม จึงปฏิเสธไม่ยอมรับการหักกลบลบหนี้จากนางสวยในวันเดียวกันนั้นเอง นายแดงได้มาเรียกให้นายหนึ่งชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดจำนวน 3,000,000 บาทให้แก่ตน แต่นายหนึ่งปฏิเสธไม่ชำระหนี้ให้แก่นายแดง โดยอ้างว่าหนี้ทั้งหมดระงับไปแล้ว โดยการหักกลบลบหนี้ระหว่างนางสวยและนายแดง และตนก็ไม่ต้องรับผิดใดๆ ในหนี้จำนวนนี้ ตามที่ได้ตกลงไว้กับนายสองและนายสามด้วย
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายแดงหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
มาตรา 203 วรรคหนึ่ง – ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
มาตรา 291 – ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง
มาตรา 292 – การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย
ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้หาได้ไม่
มาตรา 341 วรรคหนึ่ง – ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้
คำวินิจฉัย: (ขึ้นอยู่กับการพิจารณา)
สรุป: นายหนึ่งคงยังต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายแดงเป็นจำนวน 2,000,000 บาท ทั้งนี้ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น





